Thursday, March 01, 2007

บทความแปล: Designer Compensation: How Important is Money, Really? เงินเดือนคือ ประเด็นหลักจริงหรือ?

หลายๆ คนที่เป็นผู้บริหารองค์กร คิดว่าการให้เงินเดืนอที่ดี เป็นสิ่งที่จะดึงดูดพนักงานเป็นอันดับหนึ่งให้อยู่ในองค์กรของท่าน บทความของ Robert Smith ชิ้นนี้อาจจะเพิ่มมุมมอง และประเด็นที่น่าสนใจบางอย่างให้กับการบริหารการจ่ายเงินเดือน และประเด็นข้างเคียงเกี่ยวกับการที่จะทำให้คนอยากทำงานกับองค์กรของท่าน

ในยุคที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างมีแบบแผนมากขึ้น และอาชีพการงานต่างๆ ก็ขยายตัวปลีกย่อยออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่คือการค้นหาความหมายของสิ่งที่ดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพสิ่งที่บริษัทออกแบบต้องต่อสู้เสมอคือการหาบุคลากรที่มีคุณภาพและรักษาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ Compensation (ผลตอบแทน) จึงเป็นสิ่งที่ต้องหยิบยกขึ้นมาคุยอยู่เสมอคนทั่วไปจะคิดว่า Compensation นั้นเป็นเรื่องของ เงินเดือน และผลตอบแทนอื่นๆ ที่ตามมาเป็นเรื่องรองๅลงไป ด้วยเหตุผลนั้น ทำให้คนที่เป็นเจ้าของกิจการต้องพยายามที่จะตั้งอัตราเงินเดือนไว้ในระดับที่เหมาะสม ที่จะแข่งกับบริษัทอื่นๆ ได้ แต่ถึงเงินเดือน และผลตอบแทนอื่นๆ เช่น ประกันสุขภาพ จะสำคัญอย่างไร ทั้งส่องอย่างก็ไม่ควรเป็นเพียงสองสิ่งที่เจ้าของบริษัทให้ความสนใจเท่านั้น ในการตัดสินใจที่จะเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง คนๆนั้นจะค่อยๆ นั่งคิดถึงความสลับซับซ้อนของความต้องการส่วนตัว สิ่งที่เป็นระดับชั้นของความต้องการ (Hierarchy of needs) เป็นสิ่งที่มีระดับความละเอียดอ่อนแตกต่างกัน ตั้งแต่ความหิวต้องการเงินไปซื้ออาหาร ความตื่นเต้น ละความชอบสิ่งละอันพันละน้อยเล็กๆ ที่ได้พบเห็นในบริษัทนั้นๆ ซึ่งความต้องการต่างๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่อง เงินเดือน หรือ ผลตอบแทนอื่นๆ (Salary and Benefits) สักเท่าใด

ตามทฤษฎีของ มาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy) นั้น เืมื่อมนุษย์ได้ประสบความสำเร็จในปัจจัยแต่ละขั้น “ความพึงพอใจ” อาจจะไม่ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยเสมอไป แต่อาจจะกลายเป็นความทะยานอยากที่จะก้าวไปสู่ขั้นต่อไป แทนที่ตัวอย่างเช่น เืมื่อสถาปนิกคนหนึ่ง ได้รับความสุขสบายทางร่างกาย (ปัจจัย 4) แล้วก็มีความปลอดภัย (มีเงิืนในธนาคาร มีบ้าน มีประกันชีวิต - จริงๆ แล้ว มาสโลว์ รวมความต้องการพื้นฐานไปถึงเรื่องการมี sex แบบสม่ำเสมอด้วย แต่เราไว้ว่ากันเื่รื่องนี้นอก web ดีกว่าครับ เดี๋ยวจะโดน censor) ระดับต่อไปที่ต้องการก็จะเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ต้องการอยู่กับบริษัทที่มีชื่อเสียง แล้วพอได้อยู่แล้ว ก็อาจจะอยากได้ตำแหน่งหน้าที่ๆ ดี เป็นระดับ project manager พอได้แล้ว ก็อยากจะขึ้นเป็นผู้บริหาร เป็นต้น (ฟังดูเหมือนพระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับตัณหาขั้นละเอียด)

ท่ามกลางระดับความต้องการในชีวิตมนุษย์ที่มาสโลว์ มีเพียงไม่กี่ข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินตอบแทนจากการทำงาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทุกคนทราบ เพราะเงินนำไปใช้ืซื้อความสะดวกสะบายได้ ทำให้เกิดความมั่นคงในชีวิตได้ (เงินประกัน หรือเงินฝากสะสมสำหรับเวลาเกษียณ) หรือแม้กระทั่งเอาไปใช้ซื้อความโก้เก๋ เช่นการซื้อรถ BMW หรือบ้านสวยๆ ริมทะเล (มากกว่าการที่จะมีรถธรรมดาเพื่อไว้ใช้ หรือบ้านถูกๆ ไว้อยู่)นั่นคือระดับหยาบถ้าพูดถึงความพึงพอใจในระดับละเีอียดแล้ว มาสโลว์ แสดงให้เห็นน้อยมากถึงความเชื่อมโยงโดยตรงกับเงินทองค่าตอบแทนในการทำงาน แต่ความพึงพอใจกลับเข้าไปอยู่ในเรื่องของกิจกรรมในการทำงานและบรรยากาศของที่ทำงานเสียมากกว่า

Self-Actualization (การยอมรับนับถือในตัวเอง) อาชีพนักออกแบบที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีเรื่องตลกที่เกี่ยวข้องด้วยมากมาย หนึ่งในนั้นคือ “นี่ คุณสถาปนิก ถ้าคุณได้รับรางวัลล๊อตเตอรี่ หนึ่งล้านเหรียญคุณจะทำอะไรกับชีวิตคุณต่อไป”“อ้อ ผมก็ คงจะทำงานเป็นสถาปนิกไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินจะหมดล่ะครับ”ถ้าเรื่องตลกนี่ไม่ค่อยตรงกับความจริง เราก็คงจะได้หัวเราะกับหงายหลัง แต่บังเอิญว่ามันกลายเป็นสิ่งที่เราขำไม่ออกเพราะัมันเป็นเรื่องจริง มีหลายครั้งที่นักออกแบบมืออาชีพอย่างพวกเรา คิดถึงเรื่องสถาณที่ๆอยากทำงานด้วย หรือแนวทางการออกแบบของสถาณที่ๆเราทำงานด้วยมาก่อนเรื่องเงินทอง ลองดูว่า ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เราคุ้นเคยกันหรือไม่ (อาจจะไ่ม่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย แต่ในสหรัฐอเมริกานี่คือเรื่องปกติ)1. นักออกแบบที่ดีๆ เก่งๆ วิ่งข้ามไปข้ามมาระหว่างoffice หลายๆ รอบเพื่อเิพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง แต่ในที่สุดก็จบลงที่ยอมรับเงินเดือนน้อยลงแต่ได้ทำงานกับ office ที่ให้อิสระกับเขาในการออกแบบและการทำงานมากหน่อย2. นักออกแบบที่เก่งๆยอมที่จะอดอยาก ได้เงินเดือนน้อยมาก เพื่อให้ได้มีส่วนร่วมกับการออกแบบโดยตรง (มากกว่างานทำแบบก่อสร้าง บริหารก่ารก่อสร้าง งานเก็บกวาดข้อผิดพลาด งานการตลาด และอื่น) 3. สถาปนิกที่เก่งๆ ยอมที่จะทำงานเกินงบประมาณเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีออกมาสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละข้อนั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนความรับผิดชอบอันสูงสุดของพวกเรา ที่ต้องการที่จะไปสู่ยอดพีระมิดของมาสโลว์ หรือ การยอมรับนับถือในตัวเอง (Self Actualization – น่าจะแปลว่าความภูมิใจก็ได้ แต่ล้ำลึกกว่านั้นอีกหน่อย)มาสโลว์ได้ยกตัวอย่างไปถึงนักดนตรีว่า“นักดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี นักวาดภาพก็ต้องวาดภาพ กวีก็ต้องแต่งกลอน ถ้าหากเขาต้องการเกิดความสงบในจิตใจ เขาก็ต้องทำสิ่งเหล่านี้ คนที่เกิดมาเพื่อเ็ป็นอะไรสักอย่างก็ต้องเป็นไปตามที่เขาเชื่อมั่นที่จะเป็นไป นั่นล่ะ คือ ความยอมรับนับถือในตนเอง หรือจะเรียกอีกอย่างได้ว่า เป็นความปราถนาที่จะเติมชีวิตให้เต็ม”พวกเราที่เป็นนักออกแบบอาจจะมีปัญหาเรื่องการยอมรับนับถือในตนเองน้อยกว่าวิชาชีพอื่นๆ เพราะการยอมรับนับถือในตัวเองเป็นคุณลักษณะทางจิตใจที่สิ่งที่ สำคัญมาก สำหรับวิชาชีพของเรา แนวความคิดที่ว่า “นักออกแบบต้องออกแบบ” กลายเป็นสิ่งที่มีผลกระทบกว้างขวางมากต่อการตั้งระดับเงินเดือน และการบริหารจัดการสำนักงานออกแบบโดยรวม

เรื่องตลกเกี่ยวกับ เงินๆ ทองๆในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผม(Robert Smith) ได้ทำการหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นที่ปรึกษาในการจัดระบบบริหารให้กับบริษัทออกแบบทั้งหลาย และในเกือบทุกครั้งเวลาที่เข้าไปทำการตรวจสอบหาข้อมูลในสำนักงานของลูกค้ารายใหม่ ผมต้องเจอกับคำเรียกร้องของพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่หลังจากที่ได้ทำการค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนแล้ว ส่วนใหญ่ผมจะพบว่า บริษัทหลายๆ แห่งก็ให้ค่าตอบแทนที่ Competitive (แปลตรงๆ ว่าพอแข่งขันในตลาดได้ หรือพอๆ กับบริษัทอื่น) สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งที่พนักงานเห็นว่าเป็นปัญหาหลักไม่ใช่เงินเดือน แต่เป็นบรรยากาศของการทำงานในสำนักงานมากกว่า เงินค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถมาชดเชยเรื่องเกี่ยวกับ “บรรยากาศที่ไม่ดีในสำนักงาน” หรือ “สภาวะไร้โอกาสก้าวหน้าในทางการงาน”ได้ การที่พนักงานสักคนจะเข้ามาทำงานในที่ใดที่หนึ่งเพราะเห็นผลเรื่องเงินเดือนเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมาก ถ้ากลับไปมองที่ Maslow’s Hierarchy จะเห็นว่า ผู้บริหารของสำนักงานต้องเน้นไปในการพัฒนา “ประสบการณ์ที่พนักงานได้รับจากการทำงานในที่ทำงานของท่าน” เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พนักงานคนใดคนหนึ่งเลือกที่จะทำงานกับท่าน

ผลตอบแทนที่นอกเหนือจากเงิน เป็นสิ่งที่ทีมบริหารบริษัทต้องนำมาพิจารณาเป็นเรื่องหลัก ผลตอบแทนเหล่านี้มีได้หลายแนวทางมากอาจจะใช้้คำนิยามของผลตอบแทนที่ไม่ใช่ตัวเงิน และไม่สามารถวัดเป็นปริมาณได้ดังกล่าวว่า “รายได้ทางใจ” หรือ Psychic Income (ขอร้องตรงนี้ว่าอย่าเอาไปใช้เป็นมุขกวนๆ เวลาที่ลูกน้องมาขอเงินเดือนขึ้นละกันนะครับ ผมแปลเอาตรงตัวเท่านั้นเอง) คือเป็นสิ่งตอบแทนที่ทำให้ลูกน้องของท่านรู้สึกมีขวัญและกำลังใจที่จะทำงานในองค์กรของท่าน ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะไ่ม่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงินที่เขาได้ทุกเดือนเลย Robert Smith เสนอให้ผู้บริหารทั้งหลายถามคำถามที่จะเป็นตัวนำการสร้าง “รายได้ทางใจ” ดังกล่าวที่เหมาะสมสำหรับสำนักงานของท่านในการดึงดูดพนักงานระดับคุณภาพ1. วัฒนธรรมของสำนักงานของท่านเป็นอย่างไร (Culture of the Office)2. ลักษณะของโครงการที่ท่านทำเป็นอย่างไร (Project Characteristics) 3. ระบบการทำงานของการผลิดผลงานเป็นอย่างไร (Nature of the Process) 4. บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร (Working Conditions)5. ที่ตั้งของสำนักงานของท่าน (Location of the Office)ขยายความได้ดังนี้

1. วัฒนธรรมของสำนักงานของท่านเป็นอย่างไร (Culture of the Office)- บริษัทของท่านมีนโยบายอย่างไรในเรื่องเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นการคบเป็นส่วนตัว(Personal) หรือเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมงาน(Professional)มากกว่ากัน - มีการสนับสนุนเส้นทางวิชาชีพของเขาหรือไม่ มีการแนะแนวหรือไม่- มีการแนะแนวการสร้างความสมดุลย์ระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวหรือไม่ อย่างไร - คำว่า “งาน” สำหรับบริษัทของท่าน มีความหมายอย่างไร 2. ลักษณะของโครงการที่ท่านทำเป็นอย่างไร (Project Characteristics) - โครงการต่างที่บริษัทของท่านมีอยู่ในมือนั้น หลากหลายพอที่จะทำให้คนไม่เบื่อหรือไม่- คุณภาพของงานที่ท่านได้ทำออกไปให้สาธารณะได้เห็นนั้น ดีพอที่สมาชิกในบริษัทของท่านจะรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือไม่- บริษัทพยายามเข้าไปหางานที่เป็นงานในระดับชั้นที่ทำให้คนในบริษัทเกิดความกระตือรือร้นหรือไม่ (ไม่จำเป็นต้องเป็นงานใหญ่ แต่เป็นงานดัง)

3. ระบบการทำงานของการผลิดผลงานเป็นอย่างไร (Nature of the process) - บริษัทของท่านเป็นแบบแบ่งเป็นแผนก (Departments) หรือว่า เป็นแบบทำงานเป็นกลุ่ม (Team) - การผลิตงานให้กับลูกค้านั้นเป็นแบบสบายๆ หรือแบบที่ต้องใช้ความเคร่งเครียดสูง?- งานที่สำเร็จส่วนใหญ่มากจากความสามารถของคนๆ เดียว หรือมาจากความร่วมมือของทุกๆคนในทีม 4. บรรยากาศในการทำงานเป็นอย่างไร (Working Conditions)- ภาพพจน์ หรือการจัดสำนักงานของท่านทำให้คนทำงานเกิดความภาคภูมิใจหรือเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นหรือไม่- เฟอร์นิเจอร์และัวัสดุตกแต่งทั้งหลายนั้น ดูดีมีคุณภาพ และทนทานหรือไม่- อุปกรณ์และระบบเทคนิคต่างๆ ที่บริษัทจัดหาให้เพียงพอกับความต้องการในการทำงานของพนักงานหรือไ่ม่- การสนับสนุนและแก้ปัญหาในการทำงานเช่น ฝ่าย IT ข้อมูลสนับสนุนเพื่อการออกแบบ (Library) การฝึกหัดต่างๆ (Training) และโอกาสในการเจริญเติบโตในวิชาชีพ พอเพียงหรือไม่ - การทำงานนั้นถ้ามีการทำเงินเกินเวลา จะมีนโยบายในการให้ผลตอบแทนพิเศษ (ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน) กับพนักงานอย่างไร ให้โอกาสในการเลือกวันหยุดหรือไม่5. ที่ตั้งของสำนักงานของท่าน (Location of the Office)- ตั้งอยู่ในที่ๆ การเดินทางไปมาสะดวกหรือไม่- การเข้าถึงด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นอย่างไร- มีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่- มีร้านค้า ร้านอาหาร และ สถาณที่ๆ น่าสนใจต่างๆ ดูมีวัฒนธรรมหรือไม่

คำตอบของทุกๆคำถามในแต่ละบริษัทก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะเหมือนกับคำตอบที่แตกต่างกันของพนักงานแต่ละคนที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งต่างๆในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นความเหมาะสมของแต่ละที่จึงไม่มีอะไรที่เป็น Absolute หรือ คำตอบที่เหมือนกันทั้งหมดแต่มัน key word หรือ คำที่สามารถยึดไว้เป็นหัวใจหลักของกระบวนการได้ก็คือคำว่า “ความเกี่ยวข้อง” หรือ “Associations”ผลตอบแทนอันมีคุณค่าึซึ่งไม่ใช่ตัวเงินที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ มีปัจจัยหลักมาจากเรื่องของ "ความเกี่ยวข้อง" กับสิ่งต่างๆ พนักงานทุกคนอยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับ โครงการที่ดีๆ (Projects) ลูกค้าที่ดี (Clients) ผู้ออกแบบที่ดี (Designers) ผู้สอนที่ดี (Mentors) และเพื่อนร่วมงานที่่ดี (Colleagues) การที่พนักงานได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีคุณภาพในระดับสูงดังกล่าว ทำให้คุณภาพของเขาได้รับการผลักขึ้นไปให้สูง ทำให้เขามองไปสู่ที่สูง เกิดความต้องการที่จะพัฒนาตัวเองให้เท่าเทียม เกิดเป็นความภูมิใจ เกิดเป็นสถาณภาพที่คนอื่นยอมรับ(Prestige) และความรู้สึกในทางบวกต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่ง ต้องย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจำนวนเงินเดือนที่เขาได้รับเลย

ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพออกแบบทุกๆคนที่ต้องการจะก้าวหน้า ก็จะมองหา ความเกี่ยวข้องต่างๆดังกล่าว ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางวิชาชีพ ความสัมพันธ์ทางบุคคล เพื่อที่จะได้เรียนรู้ และเติบโตไปบนความสัมพันธ์อันนั้น ผลตอบแทนที่ไม่ได้เป็นเงิน ที่บริษัทสามารถจัดหาให้พนักงานได้นั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยในเรื่องการเพิ่มทักษะ การเพิ่มความรู้ การให้โอกาส การสร้างชื่อเสียงให้กับตัวพนักงานเอง การให้โอกาสเดินทาง และการเข้าสังคมระดับที่ดีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สะท้อนกลับไปยัง พีระมิดของมาสโลว์ ในเรื่องการยอมรับนับถือในตนเอง (Self-Actualization) บริษัทใด ที่ไม่ใส่ใจความต้องการของพนักงานตรงนี้ ก็จะเข้าไปอยู่ในสถาวะที่มีการเปลี่ยนพนักงานบ่อย มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (Operating Cost) สูง และพนักงานจะไม่มีความกระตืนรือร้นใดๆ ในการทำงานเพื่อองค์กรประเด็นสำคัญอีกเรื่งคือ คำถามเกี่ยวกับเรื่องของ ผลตอบแทนที่เป็นเงิน หรือไม่ใช่เงินนั้น ไม่ใช่เรื่องของการที่ บริษัทจะมาเลือกตอบเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้พนักงานเลือกเอา แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จจะมีทั้งสองอย่างให้พนักงานเสมอ แต่ในส่วนของพนักงานแล้ว มักจะใช้สามัญสำนึกหรือความรู้สึกเป็นตัวตัดสิน เพราะัมักจะต้องมีการมาเปรียบเทียบกันว่ามี บริษัทยื่นข้อเสนอให้เขาแบบใด เทียบกับที่เก่าที่ทำงานอยู่

monetary income + psychic income = total income ผลตอบแทนที่เป็นเงิน + ผลตอบแทนทางใจ = ผลตอบแทนโดยรวมเื่มื่อผลตอบแทนทางใจมีมาก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำให้พนักงานเห็นแนวทางชีวิตที่จะดำเนินไปในอนาคตกับองค์กรนั้นนๆ เพราะในชีวิตประจำวันทั่วๆไป ในองค์กรต่างๆ พนักงานทุกๆ คนจะรู้จักที่จะเลือกในการที่จะเดินเข้าไปทำงานที่หนึ่งว่า เขาควรจะเลือกว่าจะไปทางด้านเงิน หรือจะไปทางด้านที่เป็นผลตอบแทนทางใจ แต่ในที่สุดแล้ว คนที่มีคุณภาพจะเลือกในที่ๆ มีทั้งสองอย่างรวมกันได้เป็นผลตอบแทนที่สูงสุด ตามสมการดังกล่าวผู้บริหารอย่าได้พยายามที่จะเอาเรื่องผลตอบแทนโดยรวมมาเอาเปรียบพนักงานเพราะจะไ่ม่ีมีทางสำเร็จ ถ้าท่านไปสัญญาว่าจะมีผลตอบแทนทางใจมากมาย (ส่วนใหญ่พวกนี้ไม่ได้อยู่ในสัญญาว่าจ้างเหมือนกับจำนวนเงินเดือน) แต่พอถึงเวลาท่านให้ได้ไม่ตรงกับที่พนักงานเขาคาดหวังไว้ เขาก็จะไ่ม่อยู่กับท่าน ผู้บริหาร ควรจะต้องพิจารณาถึง “ราคากลาง” ของแรงงานที่ท่านจ้าง ในแง่ของผลตอบแทนทางใจตรงนี้ด้วย และจำเป็นจะต้อง “จ่าย” ผลตอบแทนรูปแบบนี้อย่างเป็นธรรมเหมือนกันผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน สิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายของท่านคือ หาจุดสมดุลย์ที่เหมาะสมกับองค์กรของท่านระหว่างผลตอบแทนทั้งสองรูปแบบ เพราะในบทสรุปแล้ว บริษัทที่สามารถให้ผลตอบแทนทั้งสองด้านกับพนักงานอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีที่น่าสนใจ จะสามารถดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพ จะสามารถรักษาเขาและเธอทั้งหลายไว้ได้ มันทำให้พวกเขาได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และจะทำให้พวกเขาภักดีต่อองค์กรของท่านเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งหมด ก็จะเป็นผลดีกับองค์กรของท่านเอง

จบ

Robert Smith, AIA, เป็นหุ้นส่วนและผู้บริหารของ Culpepper, McAuliffe and Meaders, Inc., แห่งเมืองแอตแลนตา, รัฐจอเจียร์

Sunday, January 14, 2007

ตอบกระทู้: แบ่งวิชาชีพ หรือรวมวิชาชีพ

เขียนเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2006

ขออนุญาตินะครับ คุณสามเศร้า ถ้าท่านเป็นผู้อาวุโสกว่าผมก็ อโหสิกรรมให้ผมนะครับ แต่ผมต้องพูดตรงๆ กับท่านล่ะ สังคมข้อมูลข่าวสารเสรีนะครับ

1. ข้อหนึ่งเป็นเรื่องจรรยาบรรณและศีลธรรม เห็นด้วยครับ เรื่องในสมัยเป็นนักเรียนที่มีการ่สอนต่อๆ กันมาจากรุ่นพี่ว่า สถาปนิกเป็นคนที่เด่นและดีกว่าคณะอื่นๆ นั้นเ็ป็นเรื่องจริง แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย จะล้มกระดาน กันหมดเลยก็กระไรอยู่ แต่ผมเห็นด้วยในการลดเรื่อง ออกแบบลงแล้วไปเรียนเรื่องอื่น ไม่ควรยัดอะไรเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ เพราะทุกวันนี้เด็กเรียนมากพออยู่แล้ว ถ้าจะเพิ่มอะไรเข้าไป ต้องไปหาว่า อะไรควรตัดออก

2. ข้อสอง เห็นด้วยอย่างยิ่ง คงต้องมีการจัดการที่ดีและเป็นระบบจากทั้ง สภาสถาปนิก สภาวิศวกรรม และ สมาคมผู้รับหมาครับ

3. อันที่สามนี่ไ่ม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ อาชีพแต่ละอาชีพแยกย่อยลงไปเยอะมาก งานมัณฑนากร และงานภูมิสถาปัตยกรรม แต่เห็นว่า การมีใบอนุญาติวิชาชีพหนึ่งแล้ว จะมาสอบอีกวิชาชีพหนึ่งน่าจะเป็นไปได้ ให้พวกเราทุกคนได้มีการขยาดฐานความรู้ในทางกว้างบ้าง นอกจากทางลึกอย่างเดียว แต่ทางลึกเป็นสิ่งทีสำคัญมาก ทิ้งไม่ได้

อย่างของสหรัฐอเมริกานี่ ทั้งงาน Landscape และ Interior Design เป็นงานระดับซับซ้อน มีการเขียน Spec กันดุเดือดมาก งานภูมิก็เป็นวิทยาศาสตร์มากทั้งเืรื่องระบบน้ำ และระบบการวางต้นไม้ตามฤดุกาล และอีกหลายๆ เรื่อง

ถ้าท่านอยากให้วิชาชีพไหนมีการพัฒนาไปในอนาคต ต้องให้พื้นที่ของเขาที่เขาจะโตไปเป็น Expert ไปได้ ขืนไปปิดประตูใส่หน้าเขา ไปบังคับให้เขามาสอบใบอนุญาติสถาปนิกหมด แล้วงานระดับซับซ้อนที่ต้องอาศัย Technical ระดับมหากาฬ เราจะให้ใครทำดีครับ ถ้าคนแห่มาเป็นสถาปนิกกันหมด ? แล้วจริงๆ ถ้าใช้ Logic ที่ท่านว่า ซึ่งผมจะขอเรียนกว่า Logic แบบ Merger คือรวบกันเข้ามาให้หมด เราจะไม่มี Expert อะไรเลยในทาง Landscape และ Interior เพราะคนไม่ให้ความสำคัญ บนพื้นฐานที่ท่านว่า ใครๆ ก็ทำได้ งานที่เขาทำจะถูก Degrade ไปเป็นเรื่อง ง่ายๆ ถูกดูถูกไป

ลองสมมุติว่า ผมเป็นผู้รับเหมา ผมจะไปป่าวประกาศได้บ้างหรือไม่ครับว่า “จะไปจ้างสถาปนิกทำไม มาหาผมดีกว่า ผมมีแบบ ปรับนิดหน่อย ไม่ต้องออกแบบก็ได้ ยุบสภาสถาปนิกไปเลย ไม่ต้องมี เพราะถึงออกไปยังไง ผมก็ต้องเป็นคนสร้าง ท่านอยากได้อาคารแบบไหน ผมไปหาคนมา coordinate ทำเลย เปิดหนังสือเมืองนอกมา ผมจะเอา เด็ก Draft ทำ shop drawing เลย เดี๋ยวสร้างเสร็จ สถาปนิกไปจ้างทำไม เสียเวลา เพราะไปจ้างเขาออกแบบแล้ว คุณก็ต้องมาจ้างผมสร้างอยู่ดี?

สถาปนิกจะมีไปทำไม เพราะคนที่้ต้องรับผิดชอบกับ ชีวิตและความปลอดภัยจริงๆ คือผม ผู้รับเหมา เพราะผมเป็นคนตัดสินใจว่าจะสร้างยังไง สถาปนิกแค่มาดู Site ก่อสร้าง อาทิตย์ละครั้ง บางทีก็ไม่มา ?

เอา แบบนี้เลยมั้ยครับ คุณสามเศร้า?

ท่านบอกว่า ให้ผุ้จ้างตัดสินใจเอง โดยไม่มีกฎหมายมารองรับ เพราะถ้าเขาจะจ้างจริงๆ เขาก็มาหา มัณฑนากรหรือภุิมิสถาปนิกเอง งั้นผมถามว่า ถ้าวันนี้เรายกเลิกกฎหมายวิชาชีพสถาปนิกเลย ไ่ม่ต้องมี License สถาปนิกเลย ผมถามว่าลูกค้าเราจะจ้างเราหรือไม่

ลูกค้าไม่ิวิ่งไปหาผู้รับเหมาตรงๆ ไปเลย แล้วเราไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างผู้รับเหมาไปตลอดกาลหรือครับ ?

ท่านกำลังอยากจะให้ มัณฑนากร และภุมิสถาปัตยกรรม เป็นเบี้ยล่างของสถาปนิกสายหลักแบบพวกเราหรือ ?

ผมว่า ท่านใจดำมาก กับเพื่อนร่วมอาชีพสาชาใกล้เคียง ซึ่งขัดแย้งกับ ข้อแนะนำข้อแรกของท่านว่า ควรให้เกียรติผู้อื่น ยอมรับผู้อื่น แล้วท่านยอมรับ คนพวกนี้หรือเปล่าครับ?

ผมเห็นด้วยว่าประชาชนควรได้ประโยชน์สูงสุด จากการตัดสินใจของเรา ประชาชนทั้งประเทศต้องมาก่อน แต่ปััญหาดูเหมือนจะอยู่กับเรื่องของ ขอบข่ายหน้าที่ ว่ามันจะต้องไปลงตรงไหน ถ้านั่นคือปัญหา ก็ไปแก้ตรงนั้น ไม่ใช่ไปยุบเลิกวิชาชีพเขาซะทั้งหมดแล้วมาฮุบรวมกับพวกเราซะเฉยๆ แบบนั้น

ผมเห็นด้วยว่า กฎหมายเรื่องขนาดพื้นที่ ถ้ามันเป็นสนามหญ้าโล่งๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไ่ม่มีต้นไม่ ไม่มีระบบน้ำ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วจะต้องมาหา ภูิมิสถาปนิกให้เซ้น มันก็ไม่ค่อยจะเป็นธรรมกับลูกค้า

ผมเห็นด้วยว่า กฎหมายเรื่องขนาดพื้นที่ของ มัณฑนากร ถ้างานมันไม่ซับซ้อน มีแค่ ผนัง พื้น แล้วก็ ผ้าเพดาน ตรงไปตรงมา เขียน Spec แผ่นเดียวจบ จะให้ต้องมี มัณฑนากรมาเซ้นให้ถูกกฎหมาย ก็ไม่เป็นธรรมกับประชาชนเหมือนกัน

เราไปแก้ตรงนั้นแทนดีมั้ยครับ แทนที่จะคว่ำกระดาน หรือ Hijack กันซึ่งหน้าเลย

4. ข้อสี่ คนที่เซ็นแบบควรจะเป็นเ้จ้าของกิจการเท่านั้น เพราะเป็นคนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด ก็ควรจะเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงมากที่สุด การเซ็นยอมรับคือการรับความเสี่ยง การไปเซ็นโดยที่ไม่ดูนั้น เป็นเรื่องของคนที่ไปเซ็นเอง ผมเห็นด้วยเรื่องการยกเลิกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถากำลังจะ adopt American Model ของเรื่องการฝึกงานและการสอบ ซึ่งเขาก็ไ่ม่มีการแบ่งระดับ ที่นี่คนที่มีใบอนุญาติ ก็คือ ออกแบบอะไรก็ได้ ใหญ่แค่ไหนก็ได้

ผมไม่ทราบว่าท่านไปคุยกับสถาปนิกญี่ปุ่นคนไหน แต่ คำว่า Kenchikushi นั้นแปลว่า Architect and Building Engineers ภายใต้กฎหมาย Kenchikushi Law ปี 1950 โดยใบอนุญาติของ Kenchikushi นั้นเป็นใบอนุญาติ เพื่อทำการออกแบบ (Design Building) หรือ ควบคุมการก่อสร้าง (Superintend Construction Work) และมี Kenchikushi อยุ่ สามประเภท ได้ก่

1st-class Kenchikushi, - ออกแบบ อาคาร และ ควบคุมการก่อสร้างกับอาคารได้ทุกขนาด

2nd-class Kenchikushi, - ออกแบบและควบคุมอาคารขนาดเล็กได้เท่านั้น ซึ่งหมายถึงอาคาร ต่ำกว่า หนึ่งพันตารางเมตร และอาคารที่สูงไม่เกิน 13 เมตร (ความสูงรวม) หรือความสูงของ ผนังพื้นที่ใช้สอยชั้นสูงสุด (eve) ไม่เกิน เก้าเมตร

Mokuzo-Kenchikushi. – ทำได้เฉพาะอาคารไม้เล็กๆ เท่านั้น และนี่แหละ คือช่างไม้ที่ท่านว่า

พอเห็นภาพของมั้ยครับ (คุ้นๆ ม้ยว่าเหมือนกฎหมายวิชาชีพสถาปัตยกรรมประเทศไหน)

ท่านจะเห็นได้ว่า คำว่า Kenchikushi ไม่ได้แปลตรงๆ ว่าสถาปนิกเลย แต่เป้นคำที่ใหญ่มาก กินความถึงช่าง สถาปนิก วิศวกร ผุ้รับเหมา หรือเกือบจะเรียกได้ว่า เป็นสมาชิกทั้งหมดของอุตสาหกรรมการก่อสร้างก็ได้ (ยกเว้นผู้ผลิตวัสดุ) การที่ท่านมาบอกว่า สถาปนิกญุ่ปุ่น ไม่มีระดับ ก็คงจะไม่จริงทั้งหมด และการที่ท่านมาบอกว่า ช่างไม้ในญี่ปุ่นก็เป็นสถาปิกเหมือนกัน ก็คงจะไม่ผิด แต่ก็คงจะไม่ถูกเหมือนกัน เพราะในเมื่อ Term หรือ ศัพท์ดังกล่าว ไม่ได้เป็นเป็นสิ่งที่ Identical หรือเท่าเทียมกัน ท่านจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร ??? (เหมือนเอาทุเรียนไทยไปเปรียบเทียบกับสาลี่ญี่ปุ่น อันไหนมีคุณภาพกว่ากัน ? จะเปรียบเทียบกันยังไงดีครับ? )

ท่านเล่นอยากอ้างอะไรท่านก็อ้างโดยไม่มีการ ตรวจ ก่อนแบบนี้ แล้วเกิดเด็กมาอ่าน แล้วเขาเชื่อท่านหมดหัวใจ เอาไปป่าวประกาศทั้งประเทศว่า ญี่ปุ่นมีช่างไม้เป็นสถาปนิกด้วย โดยที่เขาเข้าใจว่า เป็นสถาปนิกเหมือนๆ กับพวกเรา แบบที่ท่านเข้าใจผิดอยู่นี่ ท่านจะรับผิดชอบหรือไม่ ? หรือท่านจะอ้างว่าก็ท่านฟังมาจากสถาปนิกญี่ปุ่น ก็น่าจะถูก

ทุกวันนี้ ที่ประเทศไทยเราเพี้ยนกันหนักขนาดนี้ ก็เพราะมีนักวิชาการ ไปเรียนปริญญาเอก ไม่เคยทำงานทำการ นั่งเล่นเทียนอยู่บนหอคอยงาช้าง เท้าไม่ติดดิน อ้างข้อมูลไปมาโดยไม่ ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วก็เอาข้อมูลไปใช้ ไปปฎิบัติเลย ออกมามันก็เละ แล้วประเทศเราก็เจอแต่ โครงการวิบัติ โครงการที่ไม่ work แผนที่ไร้ทิศทาง ปฎิบัติไม่ได้ แล้วใครรับกรรม? ก็ประชาชนไทยทั้งนั้น.

ถ้าท่านรักประเทศไทยจริง เริ่มจากการตรวจสอบสิ่งที่จะแนะนำให้ชาวบ้านเขาทำก่อนจะดีหรือไม่ ว่ามาจากฐานข้อมูลที่ถูกต้องหรือเปล่า ?

ท่านอย่าได้อ้างว่า ท่านเจตนาดี เจตนาดีหรือไม่นั้น ไม่สำคัญ เจตนาดีแต่ผลร้าย เอาไปลดหย่อนผ่อนโทษในศาลได้ถ้าท่านทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าทำการพัฒนาแล้ว สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ผลของการปฎิบัติ ถ้าท่านกระทำหรือพูดอะไรด้วยความไม่รู้ ต่อให้เจตนาท่านดี ผลก็อาจะกลายเป็นวิบัติได้

ถ้าอยากอ่านข้อมูลโดยละเอียด เชิญ ได้ที่นี่ครับ เป็น Website ของ Japan Architectural and Education Center

http://www.jaeic.or.jp/




5. ข้อห้า ผมว่า คนหลายๆ คนที่มาเสียเวลาเขียนอะไรในนี้ โดยที่ไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทน ก็คงเป็นคนที่รักประเทศไทยและอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ดีไม่แพ้ท่านหรอกครับ (แต่คำถามนี้ล่ะ เป็นคำถามที่ทำให้ผมเดือด)

ถ้าเราออกกฎกันแปลกๆ ขึ้นราคาค่าประกอบวิชาชีพกันเอง แบบฮั้วกัน (cartel) ผมว่า สมาคมผู้บริโภคที่มีหูตาราวกับสับปะรด เขาจะจัดการกับเราเองครับ แบบที่เขาจัดการกับ กฟผ แล้วก็ กำลังจะจัดการกับ ปตท อสมท แพทย์สถา และอื่นๆ

ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูด ผมก็จะรอคำตอบนะครับ

Interior Architecture และ Interior Design

ขอเอาของสหรัฐละกันนะครับ

Interior Design เป็นวิชาชีพ ที่ต้องมีใบอนุญาติ โดย สมาคม the National Council for Interior Design Qualification หลักๆ ของหน้าที่คือ การปรับแต่งสภาพแวดล้อมของ พื้นที่ภายในอาคาร โดยการปรับเปลี่ยน พื้นผิว และองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งจะต้องผ่านทางการใช้ข้อความสื่อสารและ การเขียนแบบก่อสร้าง รายการประกอบแบบ คำว่า Interior Design เป็น term ที่คนรู้จักกันมากและใช้อย่างแพร่หลาย ในระดับการประสานงานทางวิชาชีพ ระหว่างวิชาชีพที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ก็จะเรียกผู้ที่รับผิดชอบด้านการออกแบบพื้นที่ภายในว่า Interior Designer เพราะฉะนั้น ความหมายของ Interior Designer น่าจะชัด โดยส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องการศึ่กษานั้น จะเป็นระบบ สี่ปี และจะเป็นการศึกษาที่ยืนอยู่ในภาคของตัวเอง ไม่อิงกับคณะอื่นๆ ดังนั้น สาขาการศึกษาและวิชาชีพของ Interior Designer นั้น ชัดเจนมาก กรอบการทำงานก็ชัดมากคือ รับผิดชอบในเรื่อง FF&E หรือ Furniture Finishing and Equipment

ในขณะที่ Interior Architecture นั้นเป็น ศาสตร์ที่คนพยายามคิดขึ้นมาเพื่อ เชื่อม ช่องว่างระหว่าง Architecture หรือ สถาปัตยกรรม กับ Interior Designer หรือ มัณฑนากร ซึ่งทั้งสองศาสตร์ในรอบ เกือบๆ 30 ปีที่ผ่านมามีองค์ความรู้ขยายไปอย่างมหาศาลมาก เนื่องจากการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม คอมพิวเตอร์ อะไรก็แล้วแต่ ทำให้ คนจากทั้งสองวงการรู้สึกมีช่องว่างทางการสื่อสารขึ้นมา เลยพยายามจะหากลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาปิด ช่องว่างตรงนี้ ก็คือเป็นคนที่เข้าใจหลักทางวิทยาศาสตร์เรื่องโครงสร้าง เรื่องงานระบบทั้งหลายดี แต่จะเนั้นเรื่องสภาพแวดล้อมในอาคารมากกว่า ก็คือเหมือนกับ สถาปนิกที่เราต้องประสานงานกับ วิศวกร (ซึ่ง Interior Designer ไม่ทำ เขาจะคุยกับสถาปนิกคนเดียว) และ ก็เน้นการออกแบบสภาพแวดล้อมภายในด้วย ซึ่งเป็นกรอบการทำงานของ Interior Designer ฟังดูก็น่าจะเป็นวิชาชีพที่ดี ทีไ่ด้อยู่ทั้งสองโลก

แต่่ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นคือเรื่องของ Term ในทางกฎหมายอีกนั่นเอง เพราะบุคคลที่จะใช้คำเรียกตัวเองได้ว่า สถาปนิก หรือ Architect ซึ่งได้กรณีนี้คือ Interior Architect คุณต้องได้รับใบอนุญาติ จาก National Council of Architectural Registration Board ซึ่ง ในกรณีนี้ คุณก็ต้องไปสอบ แล้วพอคุณเป็นสถาปนิก คุณจะเีรียกตัวเองว่า เป็น Interior Architect ก็ไ่ม่มีใครว่าอะไร เพราะในทางกฎหมายคุณคือ Architect เฉยๆ ในขณะเดียวกัน คุณจะเรียกตัวเองว่า Interior Designer ก็ไม่ได้ เพราะ คุณต้องได้รับ ใบอนุญาติ จาก NCIDQ ที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าคุณไปสอบผ่าน ก็ไม่มีปัญหา คุณก็จะกลายเป็น Interior Designer ตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้น สรุปคือ ถ้ามองในการศึกษานั้น Interior Architecture จะ เป็นสาขาที่ดี เพราะคุณได้ สัมผัสทั้งสองโลก แต่ถ้าจบออกมาจะทำงานเหมือนแบบที่เรียนมาจริงๆ จะยาก เพราะสองโลกที่ว่า เขาจะบังคับให้คุณเลือก หรือไม่ก็ต้องเข้าร่วมมันทั้งสองโลกเลย จึงจะได้ประกอบวิชาชีพแบบที่เรียนมาจริงๆ

รู้สึกว่าในสหรัฐ จะมีสาขาวิชาที่เปิดเป็น Interior Architecture จริงๆ สิบกว่าที่ แต่ละที่มีหลักสูตรแตกต่างกันออกไป เพราะไม่ีมีองค์กรที่มากำหนด มาตรฐาน ไม่เหมือนกับ สถาปนิก หรือ มัณฑนากร โดยตรง ที่มี องค์กรตรวจสอบมาตรฐานวิชาชีพมาวัดผลตลอดเวลา

การข้ามสองโลกในวงการการศึกษาเป็นเรื่องปกติ เพราะจุดประสงค์คืการต้องการให้ความรู้ นักศึกษาให้ได้มากที่สุด การประกอบวิชาชีพนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งข้างหน้า ตัวอย่างที่ชัดๆ ก็คือ ภาควิชา สถาปัตยวิศวกรรม หรือ Architecture Engineering ที่เปิดสอนที่มหาวิทยาลัยระดับ Top Class แบบ Perdue เป็นต้น สถาปนิกที่ประกอบวิชาชีพที่ ผมเคยรู้จักจบมาจากที่นี่ จะเข้าใจเรื่อง งานระบบและงานโครงสร้างลึกมาก เวลาออกแบบนี่ทุกอย่างจะแป๊ะไปหมด และผมรู้สึกว่า ในประเทศ เยอรมันก็จะเป็น Architecture Engineering ยังไงฝากผู้รู้ช่วย Confirm ด้วยครับ

ตอบกระทู้: เรียนสถาปัตย์มาห้าปีได้อะไร

เพิ่งได้ มาติดตามกระทู้นี้อีกที ปรากฎว่ากลายเป็นกระทู้ที่สนุกมาก ขอร่วม Jam อย่างเร็วๆ ละกันนะครับ (เดี่ยวจะต้องไปซักผ้าต่อ)

ก่อนอื่นขอ Quote ของพี่วิญญูก่อนเลยว่า พี่วิญญูเข้าประเด็นได้จะแจ้งมาก ทั้งสองเรื่อง

วินัย และ การเปลี่ยนจากนักเรียนมาเป็นมืออาชีพ

สองเรื่องนี้ เราหย่อนยานกันมากในสมัยเรียนหนังสือ ตั้งแต่แต่งตัวไม่ตรงตามระเบียบ มาสาย ไม่Organize และแน่นอน ส่งงานไม่ทัน (คนที่ส่งทันก็ทันตลอด คนที่ไม่ทันก็ไม่เคยทัน) อะไรทั้งหลายแหล่ ทำตัวเป็น Artist มากทั้งๆ ที่เราไม่ใช่ Artist ซึ่งผมก็ต้องบอกว่า ผมก็เป็น สมัยเรียนหนังสือ แบบนั้นเลย ไม่รู้ว่าเพราะ trend มันไปแบบนั้นเลยต้องตามๆ กันหรือมันเป็นเพราะอะไร แต่ต้องมา Research กันเหมือนกัน

แต่ผมก็ต้องบอกว่า สันดานพวกนี้ มันดัดได้นะครับ ขึ้นอยู่กับการที่เราไปอยู่ใน Environment แบบไหน ถ้าเราไปอยู่ใน สำนักงานที่เขาไม่สนใจเรื่องการเข้างาน คนก็มากันตามสบาย ถ้าไปอยู่ในสำนักงานที่ไม่มี นโยบายและการลงโทษที่เฉียบขาด เกี่ยวกับเรื่องการแอบเล่น internet หรือการแอบ chat คนก็เล่นกันเต็มที่ ตั้งแต่ surf net ประมูลของใน E-bay แล้วก็ chat กับเพื่อนไปด้วย ฟังเพลงไปอีกต่างหาก เจ้านายเรียนกก็ไม่ได้ยิน พอดี งานการไม่เดินกัน

อันนี้ไม่ได้ว่า ทุกออฟฟิสของทำเหมือนกัน ใครชอบแแบบไหนก็ทำได้ อย่าง Kohn Pedersen and Fox นี้ เขามีนโยบายปล่อยเลย ให้เป็นระเบียบของหัวหน้าทีม ถ้าทีมบอกว่า ให้เขา 11 โมงเช้าก็ได้ ก็ตามนั้น แต่ต้องทำงานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง อันนั้นก็เป็นวิธีการจัดการของเขา

แต่ถ้า office ไหนเฉียบขาด ทั้งหมดนี่จะไม่เกิด เพราะว่า คุณเป็นผู้มีอำนาจ คุณเป็นคนจ่ายเงินเดือน

ประเด็นคนคือคนที่ Enforce กฎพวกนี้ ทำได้หรือเปล่า คุณพ่อของผมท่านเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก เคยบอกผมไว้เรื่องนึงว่า เรื่องอะไรที่ตัวเองทำไมได้ อย่าไปหวังว่าจะให้ลูกน้องทำตามได้ เพราะเราเป็นหัวหน้า เราต้องเป็นคน set the bar พ่อผมท่านเห็นลูกน้องมาเข้างานสายบ่อยๆ วันหนึ่ง ก็เลยบอกว่า ต่อไปนี้ ประชุม ตอนเช้าทุกวัน พอบอกอย่างนั้น คนก็ยังไม่ค่อยสนใจ บางคนเข้างานตรงเวลา มาถึง 8 โมง ดันไปเล่น internet ถึง 8 โมง สิบนาที เดินเข้ามาห้องประชุม สติแตก พ่อผมท่านเปิดแฟ้มรอแล้ว นั่งกันแทบไม่ทัน หลังจากนั้น หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ไม่มีใครสายเลย เพราะพ่อผมท่าน เล่นว่า ถ้า 8 นาฬิกาปั้บ เปิดแฟ้มทันที เริ่มพูดทันที ใครไม่มาก็ไม่รอ (ไม่เคยถามเหมือนกันว่า แล้วถ้าอยู่คนเดียวจะเปิดแฟ้มลุยเลยหรือเปล่า)

เพราะฉะนั้น กฎ ไม่มีความหมายครับ ถ้าไม่มีการบังคับใช้ แล้วถ้าคนบังคับใช้ หย่อยยานเอง อย่าไปหวังให้คนทำตาม ทุกวันนี้ ความมีระเบียบเรียบร้อยใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทุกแห่ง เป็นเรื่องของ อาจารย์ผ่านกิจการนิสิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลกว่า ถ้าอาจารย์คนหนึ่งเป็นอาจารย์กิจการนิสิต ถ้าเจอนักเรียนทำตัวไม่เรียบร้อยจะเข้าไปว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าพอหมดตำแหน่งแล้ว ไปทำอย่างอื่น เจอนักเรียนพฤติกรรมเดียวกันกลับไม่ใส่ใจ เพราะถือว่าตัวเองไม่ได้เป็นรองกิจการนิสิตแล้ว แบบนี้มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าไปไปหวัง

เรื่องที่สองคือเรื่องการเป็นมืออาชีพ จริงอย่างที่พี่วิญญุว่า ในโรงเรียนเราสอนกันน้อยมาก ผมจำได้ว่า ในสมัยผมเรียน อาจารย์ที่สอนผม คือท่านอาจารย์ อวยชัย วุฒิโฆษิต ท่านเป็นอาจารย์ผู้รอบรู้อย่างมากเรื่อง การออกแบบโรงพยาบาล แต่ผมก็จำได้ว่า แอร์มันก็เย็น วิธีการพูดของท่านอาจารย์มันก็ช่างนุ่มนวล พาให้เข้าสูภวังค์ แล้วก็เข้าไปจริงๆ อาจจะเป็นกรรมหรืออย่างไรก็ได้ ทุกวันนี้ไป Lecture ที่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงเรื่อง Professional Practice เกือบทุกๆ ครั้ง


แต่ประเด็นของผมคือ ผมจำได้ว่า วิชานั้น เรียนครั้งเดียว น่าจะตอนปี 4 แล้วก็ไม่เคยได้ยินอะไรอีกเลย

ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมจบ ผมไม่รู้ว่าวิศวกรมีหน้าที่อะไร มารู้อีกทีคือตอนที่ทำงานแล้ว ว่าเออ ไอ้วิศวกรมันเป็นพวกเรานี่ ทำไมสมัยเรียน เราไม่เคยชอบคณะวิศวะเลยนะเนี่ย (แต่คิดอีกแง่ วิศวกรก็กลายไปเป็นผู้รับเหมาที่ต้องงัดข้อกับเราก็เยอะ)

เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับพี่วิญญูว่า เรามีปัญหา จริงๆ

ส่วนตัวผมเองนั้น ถ้าเลือกได้ อีกหน่อยมีโอกาส โชดดีได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยกับเขาบ้าง ก็อยากจะเอาวิชานี้เป็นวิชาประจำตัว ขอสอนเเองเลย ถือว่าเป็นการใช้กรรมที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนกับครูบาอาจารย์สมัยนั้น แล้วก็จะได้ช่วยๆ Inspire เด็กๅ เพราะผมเชื่อว่า จริงๆ แล้วกรอบวิชานี้ กว้างใหญ่ไปศาลมาก ตั้งแต่การบริหารโครงการ บริหารสำนักงาน บริหารการเงิน กฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บริหารความเสี่ยง มีเรื่องให้คุยไม่รู้จักจบ ถ้าคุยถูกวิธี ยกตัวอย่างให้สนุก นักศึกษาต้องได้อะไรมากแน่นอน (วิชาที่ผมไม่อยากสอนเลยคือ ออกแบบ เพราะไม่คิดว่าตัวเองออกแบบเก่ง)

แต่ถ้ามองในองค์รวมก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามว่า ทำไม Professional Practice ต้องเป็นวิชาหนึ่งที่แยกออกไป เพราะมันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆ วิชาอยู่แล้ว ในเมื่อเราเข้ามาเรียนหนังสือ เพื่อที่จะจบไปพร้อมที่จะเป็นมืออาชีพ ทำไมต้องมามีวิชาเล็กๆ สอนให้เราเป็นมืออาชีพอีก อันนั้นน่าคิด

คำตอบก็คือ อาจจะเป็นเพราะทุกวันนี้ อาจารย์ที่ทำงานเต็มเวลา ไ่ม่เคยทำงาน (มีน้อยมากที่ เป็นอาจารย์เต็มเวลา แล้วก็ยังประกอบวิชาชีพอยู่ ซึ่งในสหรํฐอเมริกา ปัญหานี้ก็รุนแรงมาก) อาจารย์ที่ได้รับทุนมหาวิทยาลัยถึงปริญญาเอก ร่ำเรียนมานานแสนนาน จบมาเป็น ดร. แต่ไม่เคยเป็นลูกน้องที่ทำงานในบริษํทไหนเลย เป็นบุคคลจากหอคอยงาช้าง ลงมาโปรดสัตว์โลกผู้ยากไ้ร้ทางวิชาการ ซึ่งผมก็เชื่อว่าท่่านเหล่านี้มีวิชาความรู้ดีจริงๆ แต่จะให้สอนเรื่องความเป็นมืออาชีพ ผมว่าเป็นไปได้ยาก ในเมื่อท่านไม่เคยเป็นมืออาชีพมา่ก่อน แล้วการที่จะเอาอาจารย์ข้างนอกมาสอน ความผูกพัน ความต่อเนื่องมันก็น้อยอีก (ซึ่งเทียบกับสมัยก่อน การเป็นช่างคือ ครูพักลักจำ มันจะตรงไปตรงมา ไปเรียนเอาจากการทำงานจริง สมัยนี่คือเรืยนในโรงเรียน ฝึกวิทยายุทธแล้วลงจากเขามาลองท่องยุทธจักร พอลงมารู้ตัวว่า วิทยายุทธที่ฝึกมา ใช้ไม่ได้กับโลกแห่งความจริง เพราะอาจารย์ฺสอนมาไม่ตรงกับโลกข้างล่าง ก็เผ่นกลับขึ้นเขาแทบไม่ทันไปเป็นอาจารย์ที่หลุดออกไปจากโลกภายนอกเหมือนเดิม หรือไม่ก็ พายเรือออกจากแผ่นดินไปหาโลกใหม่อยู่เลย….

……แต่ถ้าใครลงมาแล้ว ใช้วิทยายุทธที่ได้ร่ำเรียนมาเป็นพื้นฐาน ตั้งสติดีๆ เปิดหูตาให้กว้างๆ เรียนรู้จากยอดยุทธอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เขาผู้นั้นก็อาจจะกลายเป็าเจ้ายุทธจักรได้เหมือนกัน….

….เพราะฉะนั้น มันเป็นเรื่องของ ทางเลือกแต่ละคน ใครอดทน ใครอ่อนแอ ใครหนักแน่น ใครจับจด ใึครขี้ประชด ก็ว่ากันไป ….

พูดมาเสียยาวก็ ขอตอบประเด็นเจ้าของกระทู้ ก็คือว่า

ผมคิดว่าการเรียนมาห้าปี นั้น สิ่งที่เราได้คือ “วิธีการเผชิญปัญหาและแก้ปัญหา” ซึ่งหลายๆ คณะไม่ได้เจอแบบเรา เขาอ่านหนังสือ แล้วเขาก็ไปสอบ เขาไม่มี task มาอยู่ตรงหน้าแล้วต้องทำให้เสร็จ (ถ้าเขาไปทำ ปริญญาโทถึงจะได้เจอ) ซึ่งเราต้องนับว่า เราล้ำหน้าสาขาอื่นไปหลายๆ สาขา ถ้าพูดถึงในแง่ของการใช้ชีวิต (ยกเว้น แพทย์ อันนั้นเขาเจอโครงการที่เรียกว่า คนไข้ วันละเป็นสิบคน แต่ ทนาย หรือ วิศวกร อย่างมาก็มีแค่ case มาให้ศึกษา ไม่เคยได้ลองลงมือทำจากอากาศ ทนายก็ไม่เคยว่าความตอนเรียนหนังสือ)

เพราะฉะนั้น การศึกษาที่พวกเราได้จากสาขาวิชานี้คือการศึกษาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราหัดจัดการให้ดี เราเอาไปปรับใช้กับอะไรก็ได้ นั่นอาจจะเป็นคำตอบว่า ทำไมถึงได้มีคนออกไปทำงานอย่างอืนแล้วประสบความสำเร็จ เพราะเขาได้ ทักษะ ตรงนี้ไป แต่เขาเอาไปปรับใช้ในสิ่งที่เขาชอบ

อยากจะบอกอีกอย่าง ที่คุณ Seim กับพี่วิญญูเถียงกันนี่ มันมีประโยคที่พูดถึงในวงการสถาปนิกที่ สหรัฐนี่บ่อยๆ ว่า

The guy who get and “A” end up being a teacher. And a guy who get a “B” end up working for a guy who get a “C”

แปลว่า คนที่เรียนได้เกรดสี่ ก็จะไปเป็นอาจารย์ ส่วนคนที่ได้เกรดสาม จะต้องไปทำงานเป็นลูกน้องคนที่ได้เกรดสอง

เพราะอะไร เพราะว่าคนที่ได้เกรดสอง มันเป็นพวกรอบจัด เรียนหนังสือพอผ่าน เอาเวลาไปเข้าสังคม รู้จักเพื่อนฝูง สร้าง network กลายเป็นคนที่มีเพื่อนมาก แล้วพอจบมาำทำงาน ก็พวกเพื่อนๆ พวกนี้ล่ะ ขน Project มาให้ เพราะผมเชื่อว่า ทุกๆ ท่านในที่นี้ก็รู้ว่า เวลาคนเขาจะให้งานกัน เขาอาจจะไม่ให้คนที่เก่งที่สุด แต่เขาจะให้คนที่เขาไว้ใจที่สุด แล้วใครจะเป็นคนที่เขาไว้ใจ ถ้าไม่ใช่เพื่อนเขา ที่จะปกป้องการลงทุนอันมหาศาล ในการก่อสร้างของเขา ได้ดีกว่าเพื่อนแ้ท้ของเขา (อันนี้ไม่ใช่โฆษณา บริษัทประกันนะครับ)

เพราะฉะนั้น Scenario ที่คุณ Siem พูด ที่ว่า

“แต่เท่าที่เห็นจนถึงเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ไอ้พวกเด็กที่โดดๆเนี่ย ออกมาแล้วทำงานด้วยง่ายกว่า,ไปได้ดีกว่าพวกเข้าเรียนทุกๆครั้ง คะแนนดีๆซะอีก........จริงๆนะ”

ผมเชื่อว่าเป็นไปได้ครับ มันขึ้นอยู่กับว่า คนๆ นั้น “โดด” เรียน แล้วเอาเวลาไปทำอะไร ไปทำกิจกรรม กับเพื่อนๆ คณะอื่น เข้าสังคม ทำอะไรที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ ฝึกทักษะที่เขาสนใจ (เรียนมหาวิทยาลัย คิดว่าอะไรมีประโยชน์ก็น่าจะคิดเอง ตัดสินใจเองได้) แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคนๆ “โดด” แล้วเอาเวลาไปทำอะไรที่ไร้สาระ ไม่ได้พัฒนาตัวเองตรงไหน มันก็ไม่น่าจะไปรอดเหมือนกัน

ผมเห็นด้วยกับคุณ Siem อีกเรื่องนึงคือเราให้ความสำคัญกับ ป้าย หรือคะแนนมาก ที่คุณแม่ของผม ต้องเคียวเข้ญให้ผมไปเรียน ปริญญาเอกมาให้ได้ ส่วนหนึ่งก็คือ อยากให้ลูกฉลาด (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จุดประสงค์นี้สำเร็จแล้วหรือยัง อาจจะยังก็ได้) สองก็คือ เป็น ป้าย ที่จะเอาไว้ให้คนได้เห็นแล้ว ต้องขยับถอยหลังหนึ่งก้าว ถ้าคิดจะลองดีทางวิชาการ ซึ่งมันเป็นความจริงอันน่าเจ็บปวดจริง

เพราะว่า มันเหมือนกับ ผมเป็นนักท่องยุทธจักร มาดดี มีกระบี่ชั้นหนึ่ง Form ดีมากๆ ดูแล้ว น่าเกรงขาม แต่มันจะมีประโยชน์ อะไร ถ้าผมดึงกระบี่ออกมาฟาดฟันกันแล้ว ผมแฟ้คนที่ ดูมาดไม่ค่อยดี กระบี่ห่วย form ก็ไม่เข้าตา

คนจบปริญญาเอก ก็คือมีป้าย การพูดการจาก็คือ การร่ายรำอยู่คนเดียว อาจจะสวยงามเพราะมีครูดี แต่ถ้าถึงเวลาต้องประจันหน้าคู่ต่อสู้ แล้วคุณจอดภายในสามเพลง มันก็ไม่มีค่าอะไร

ผมขอเป็นยอดยุทธ ใส่เสื้อผ้าโทรมๆ มีไม้ไผ่หักๆ อันเดียว แต่เจอศัตรูเป็นร้อย ฟาดฟันให้แตกพ่ายในพริบตา ดีกว่าเยอะ

แต่ทำไงได้ เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม ในเมื่อสังคมไทย มองคนที่เรื่องของป้ายเป็นเรื่องใหญ่ ผมก็เลยต้อวิ่งไปเอาป้ายมาก่อน แล้วทุกวันนี้ก็พยายามฝึกวิทยายุทธ ไปพลางๆ

คำไทย ถึงได้มีไงครับว่า “ท่าดี ทีเหลว” ผมก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้ ถ้าเป็นไปได้

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ต้องมีศีลธรรมด้วย

ผมพูดจริงๆ เลยว่า ความรู้ที่ผมมีหลายๆ อย่าง ที่ได้เอามา shareๆ กับท่านทีอยู่ในที่นี้ ได้มาจากตอนที่ผมไปทำงานทั้งสิ้น บางท่านอาจจะบอกว่า ก็ผมจบ U ที่ไม่ดัง ก็ต้องยอมรับครับ ผมไม่ได้จบ U top ten อะไร แต่ผมก็ไม่ได้พยายามจะแข่งอะไรกับใคร แต่พยายามแข่งกับตัวเองทุกวันอยู่

สุดท้ายอยากจะขอ Quate อันนี้

“ฉันโง่ ฉันเขลา ฉันทึ่งฉันจึง มาหา ความหมายหวังได้ กลับไป มากมายสุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว”

ผมว่าตรงนี้ คือจุดวิกฤติการศึกษาของประเทศไทย เราตั้งโจทย์ในการศึกษาผิด

เราคิดว่า เราไปเรียน เรามุ่งหวังปริญญา เราไม่ได้มุ่งหวังความรู้

ถ้าเรามองการศึกษาเหมือนกับการเล่นตู้เกมตามห้าง ทุกอย่างมันจะออกมา clear มาก

คุณไปเล่นตู้เกม คุณจ่ายเงิน สิ่งที่คุณได้คือะไร แน่นอน คุณได้ ความมัน และอีกอย่างที่คุณได้คือ “ความรู้”

ผมไม่ได้พูดถึงความรู้ที่จะเอาไปหาเงินอะไร แต่เป็นความรู้ที่เป็นทักษะ คุณได้ฝึกฝนทักษะ ซึ่งจะทำให้คุณเล่นเกมได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ในโอกาสต่อๆ ไป คุณเล่นแพ้ คุณก็จ่ายเงินเข้าไป เล่นใหม่ ยิ่งเล่นมาก ทักษะ คุณก็ดีมาก แล้ววันหนึ่ง คุณก็เล่นจนจบ สิ่งที่ได้คือทักษะระดับสูง ซึ่งถ้าคุณกลับมาเล่นอีก คุณก็ต้องเล่นได้ดีแน่นอน

เกมตู้ของเรา เป็นเกมตู้สถาปัตยกรรม ต่างกันกับเกมตู้ทั่วไปก็คือ เกมตู้ของเรา ฝึกทักษะที่จะออกไปประกอบวิชาชีพได้

เวลาคุณสอบตก ก็คือคุณเล่นไม่ผ่าน คุณจะมาอ้างอะไรได้ ? ตู้เกมมันจะยอมคุณมั้ย?
มันจะยอมคุณมั้ย ถ้าคุณบอกว่า แหม ผมจะฆ่า boss ด่านนี้ได้แล้ว พลังมันเหลือแค่ขีดเดียวเอง แต่ผมดันตายก่อน ให้ผมผ่านไปด่านต่อไปเถอะนะ ?
มันจะยอมคุณมั้ยถ้าคุณบอกว่า โหย Hard Mode ยากจัง ขอเล่นแบบ Easy mode แต่ขอดูฉากจบ แบบ Hardmode นะ?

มันคงไม่ยอมคุณหรอกใช้มั้ยครับ

เช่นกันถ้า คุณเป็นผู้เล่น เข้ามาเล่นแล้ว สิ่งที่ได้คือ ความมัน และ skill ที่จะเอาเป็นเล่นต่อในโลกภายนอกได้จริงๆ ปริญญา ไม่ปริญญา มันไม่น่าจะสำคัญมาก (เวลาเล่นเกมจบ คุณสนใจมั้ยว่า มันมีกระดาษ print ออกมาให้เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า คุณเล่นเกมนี้ได้เก่งมา จบแล้ว คุณจะสนทำไม ในเมื่อในใจคุณรู้ว่า คุณเล่นจบมาจริงๆ ด้วยความสามารถ ไม่ได้ไป print มาเอง)

เก่งไม่เก่ง ก็มาลองเล่นกันดู แข่งกันดูสิ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครแน่กว่าใคร

ผมบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้ จับผมไปแข่งกับ พี่ draft man บางคนที่จบ ปวส. ผมอาจจะโดนดาบเขาฟันขาดสองท่อนในสามเพลงก็ได้

เพราะฉะนั้น ต่อให้ผมจบ ด๊อกเตอร์มาอีกสามใบ ผมก็ไม่สามรถหยุดฝึกฝนวิทยายุทธได้ เพราะผมไม่อยาก “ตาย”

แต่ในขณะเดียวกัน ท่านๆ ที่เห็น คนถือป้ายด๊อกเตอร์ทั้งหลายเดินไปเดินมา ผมอยากให้ท่าน ขอท้าประลองให้ทั่วหน้าทุกๆ คน (แล้วแต่จะประลองเกมไหน)

ถ้าคุณไม่เคยประมือกับเขา คุณจะไม่มีทางได้รู้ว่าเขาเก่งแค่ไหน และที่สำคัญที่สุด “คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองเก่งแค่ไหน” ถ้าไม่ได้ใช้ความสามารถที่ร่ำเรียน ฝึกฝนมาในการต่อสู้จริง อย่าไปกลัวคนพวกนี้ ถามคำถามไปเลย ลองภุมิไปเลย ท้าทายไปเลย ถ้าเขาแน่จริง เขาจะแสดงให้คุณเห็นเอง

เราต้องจบยุคที่ คนเรียนสูงก็ได้รับการยกย่องไปโดยอัตโนมัติโดยไม่มีการตราจสอบความสามารถอย่างแท้จริง

ถ้าทำได้แบบนั้น ผมเชื่อว่า เราจะได้สังคมวิชาชีพที่เป็นธรรมมากขึ้น จะได้นับถือคนที่ควรนับถือจริงๆ กันซะที

ความแตกต่าง ระหว่าง Townhome กับ Townhouse

Town home กะ Townhouse นี่ตามความเห็นส่วนตัวน่าจะเหมือนกันนะครับ ทำงานที่นี่ออกแบบ Townhome ผมถามเพื่อนฝรั่งทำไมไ่ม่เรียกว่า townhouse มันก็บอกว่าไม่รู้ แต่

รากของ Townhouse มาจากอังกฤษ ในสมัยพวกขุนนางทั้งหลายที่ต้องเขามาประชุมในเมืองหลวง จะมีที่พักของตัวเอง ที่อยู่ในเมือง ซึ่งจะมาใช้เฉพาะเวลาที่เข้ามาประชุมเท่านั้น ต่างกับ Country House ซึ่งเป็นที่อยู่ประจำ

Home Office อันนี้เป็นบ้านที่มีการปรับ ให้บางส่วนเป็นสำนักงานไปด้วย เช่นที่สหรัฐนี่ ส่วนใหญ่ก็เอาที่จอดรถในบ้านมาทำเป็น Home Office แล้วก็จอดรถข้างนอก จะเหมือนกัน

Shop House หรือตึกแถวของเรา แต่ตึกแถวเน้นการค้าขาย สิ้นค้า ที่มีการขนส่ง (Loading) มากกว่าพวก Home office ที่นั่งโต๊ะทำงานเป็นการให้บริการ มากกว่าการขายสิ้นค้าโดยตรง ดังนั้นเรื่อง Accessible ที่จะต้องติดถนนจึงไม่จำเป็นมากเท่า Shop House และ Shop House นี่ล่ะน่าจะเป็นอาคารพาินิชย์ เพราะสร้างขึ้นมาเพื่อการค้า (แต่คนไทยเอาไปอยู่อาศัยด้วย)

อันนี้ไ่่ม่เกี่ยวกับคำแปลตามกฎหมายนะครับ อันนี้ความเห็นส่วนตัวของผมเอง

คุณภาพในการออกแบบ กับการปรับเข้าหา FTA

จะไป Style ไหน หา Identity ความเป็นไทยเจอหรือไม่ หรือว่าจะหลงทางไปทางใด ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง Subjective และแล้วแต่ท่านผู้เชี่ยวชาญจะตีความ

สำหรับตัวผมเอง เห็นว่าเรื่องที่สำคัญมากตอนนี้คือเรื่อง คุณภาพที่จับต้องได้ และพิสูจน์ได้โดยตรงอย่างไม่ต้องการตีความ

ถ้าหากจะโยงไปเรื่อง FTA หรือ กระแสอื่นๆ จากต่างประเทศที่จะเข้ามาหาเรา หรือถูกผลักเข้าไปหาเขานั้น ผมว่า คุณภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

คุณภาพที่ผมกำลังพูดถึงเหล่านี้คือ

1. การออกแบบอาคารเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร (Safety in Built Environment)
ในกรณีนี้ ครอบคลุมไปถึงการหนีภัยในกรณ๊ฉุกเฉิน ไปจนถึง การออกแบบอาคารไม่ให้เกิดสภาวะความเป็นพิษในสภาพแวดล้อมภายใน เช่นในเรื่องของ Mold เป็นต้น

2. การออกแบบเพื่อการเข้าถึงของคนพิการ (Handicap Accessibility) โดยเปิดโอกาสให้คนที่อยู่บนรถเข็น คนตาขอด คนหูหนวก ฯลฯ ให้คนเหล่านี้ได้ใช้ อาคารหรือสภาพแวดล้อมที่ถูกก่อส้างโดยมนุษย์ได้เหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป

หลักการทั้งสองนี้ เป็นเรื่องที่น่าทำเพราะเป็นเรื่องที่พิสุจน์ได้ชัดเจน และเป็นเรื่องที่ โจมตีประเด็นที่คนไทยคิดว่าแข็งแรง แต่จริงๆแล้วอ่อนแอมาก ได้แก่เรื่องของสิทธิมนุษยชน คืออย่างในประเด็นที่ 1 นั้นคือ คุณค่าของชีวิต มีกี่ชิวิตแล้วในเมืองไทยที่ต้องสังเวยเพราะความสะเพร่าในการก่อสร้างและการออกแบบ และ ประเด็นที่สองคือ เรื่องของความเท่าเทียมกันในสังคม

ก่อนที่เราจะไปไกลกันมากในเรื่อง Concept และ ความเป็นไทย หรืออะไรก็ตาม เรื่องปลอดภัย และเรื่องความเท่าเทียมกันของสังคม เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่กฎหมาย และมาตรฐานการก่อสร้างของเราเองยังไปไม่ไกลเท่าไหร่ และทั้งๆ ที่กฎหมายเราก็ไม่ได้ไปไกลอยู่แล้ว ก็ยังมีการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ทำตามกันอีก

ถ้าต่างประเทศจะหาเรื่อง attack เรา ก็จะมามุมนี้ โดยหาว่า Standard เราไม่ดี ต้องใช้ Standard ของเขา แล้วพอเราทำตามไม่ได้ เราจะตายทันที ในน้ำตื้น น้ำของเราเอง

อย่าคิดว่าการที่ต่างชาติจะมานั่งร่างกฎหมายในประเทศไทยเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของ พลกำลังในการเจรจา และพลกำลังในปัจจุบันคือการเงิน ประเทศเราเป็นหนี้ประเทศไหน หรือมีประเทศไหนเป็นคู่ค้าสำคัญที่เราได้ดุลเยอะๆ บ้าง ประเทศนั้นละที่เป็นประเทศที่เสียงดัง และรัฐบาลเราทำได้อย่างเดียวคือทำตาม

ปรับตัวดีๆ นะครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลาย

Playstation III กับอนาคตของการออกแบบสถาปัตยกรรม

และแล้ว ก็ึถึงวันนี้ กับ Playstation III

เขียนเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2006

เมื่อ วันพฤหัส ที่ 16 พฤศจิืกายน ที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ มีปรากฎการทางเทคโนโลยีที่สำคัญมาก เกิดขึ้น ได้แก่การเปิดขายเป็นเครั้งแรก ของเครื่องเล่น Playstation 3 ที่ทุกคนรอคอยมานานแสนนาน

ผมเองซึ่งเป็นคนเล่นวิดีโอเกมเหมือนกัน ถึงแม้อยากจะได้เป็นเจ้าของไว้สักเครื่อง แต่เห็นราคาที่สูง ขนาดนี้ ($600) แล้วแถมยังต้องไปต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาครอบครอง ในขณะทียังมีเกมออกมาไม่มาก แถมราคาแผ่นเกมก็แสนแพง (เกมแผ่นผี ที่นี่หายากมาก) ก็เลยคิดว่า คงจะรอดูไปก่อน

ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะลองหาข้อมูลไปพลางๆ

ก็ต้องบอกจริงๆ ครับว่า ประทับใจมาก กับคุณภาพของ Graphic ทั้งภาพและเสียงที่ออกมา มันทำใ้ห้รู้สึกว่าการเล่นเกม ไม่ใช่ความสะใจที่เราจะมาใส่อารมณ์กันมันๆ หน้าจออีกแล้ว มันกลายเป็น “ประสบการณ์เสมือน” ที่นับวันเราจะแยกแยะโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนออกจากกันยากขึ้นทุกที Playstation 3 นี้ทำใ้ห้เส้นแบ่งดังกล่าวเบลอ ไปอีกระดับหนึ่งทีเดียว

พอได้รู้สึกอย่างนั้นแล้ว มันก็เหมือนมี flash back ขึ้นมาในหัว ย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต

ผมเคยคุยกับเพื่อนเหมือนกันว่า คนรุ่นเรา (เกิดในช่วงปี 1975-1980) น่าจะเป็นยุคที่ค่อนข้างโชคดี เพราะได้เห็นการ ก้าวกระโดด ของเทคโนโลยี แบบชัดเจนมาก

เริ่มต้นเลยคือว่า สมัยเด็กๆ ตอนอยู่ประถม ผมก็รบเร้าให้คุณแ่ม่ซื้อเครื่อง Famicom ให้ เกที่เล่นเป็นเกมแรก คือ Super Mario 1 เป็นเกมตลับ เสียบแล้วเล่น ที่ติดมากที่สุดเลยคือ Rockman เล่นได้ไม่กินข้าว ไม่หลับไม่นอน

พอตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับ Computer ทุกคนต้อง Draft มืออย่างเดียว แต่คำว่า AutoCAD เริ่มจะเป็นที่คุ้นๆ กันบ้าง พอผมขึ้นปี 3 ที่บ้านก็ซื่อเครื่อง Computer ให้ซึ่งเป็นชุดที่หรูหรามาก มี RAM ถึง 16meg (ซึ่งตอนนี้ฟังดูเหมือนเรื่องตลก) ราคาแพง
มาก แต่ผมแทนที่จะเอามาหัด AutoCAD อย่างแข็งขัน ก็ดันเอาไป เล่น telnet จีบสาว ซึ่งตอนนั้น Program ที่ใช้ Chat ข้ามมหาวิทยาลัยได้ก็คือ Telnet หรือ Hyper Terminal เท่านั้น (ก่อนที่จะถึงยุค ICQ ซึ่งเปลี่ยนสังคมการหาเพื่อนใหม่ไปอย่างรุนแรง) ส่วนในตอนนั้น HTML ใช้เวลา Load ข้ามคืน กว่าจะได้รูปโป๊ดารา 1 รูป

กว่าจะเริ่มใช้ AutoCAD เป็นจริงๆ ก็อยู่เข้าไปปี 4 ซึ่งอย่างที่บอกว่ารู้สึกโชคดีก็เพราะว่า ได้เห็นทั้งสองโลก ทั้งการเขียนมือ และการใช้ CAD ตอนนั้นจำได้ว่า ร้อนวิชามาก อยากทำ 3D เป็นให้ได้ มีงานที่อาจารย์สอน CAD ท่านให้มา เพื่อนที่ทำงานในชั้นบอกว่า ยาก ทำไม่ได้ ผมก็เลยอาสาว่า เอางี้ ให้ทุกคนมาที่บ้านผม แล้วผมจะทำการบ้านชิ้นนี้ให้หมดเลย เอาเป็นว่ามานั่ง แล้วบอกว่าจะเอาอะไร ผมจะขึ้น Form ให้ ก็ดูเหมือนจะเป็นกรรมดี เพราะตอนนี้ก็เลย ทำ 3D ได้ แต่ยัง Render ไม่เป็น ห่วยมาก

หลังจากนั้น พอมาเรียนเมืองนอกก็ได้สัมผัสกับ Internet ความเร็วสูง T-1 Cable ที่เร็วมหากาฬ download เพลงได้ภายใน 10 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมากๆ ตอนนั้น (ตอนนี้ 15 วินาทีอย่างมาก)

และเมื่อเรียนจบออกมาทำงาน ผมก็เห็นตัวเองเป็นมนุษย์ที่ตาอยู่ต่อหน้า Computer ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถ้าอยู่นอกบ้านก็ใช้ Blackberry อยู่ในบ้านก็ใช้ Laptop ทำทุกๆ อย่าง มันเปลี่ยนโลกทัศน์ไปหมด

จนวันนี้ ที่เห็นการพัฒนาไปอีกขึ้นคือ Playstation 3 ซึ่งแทบจะเป็น ทั้ง PC ไปในตัว มีท้ง สายเคเบิ้ลต่อออก และ USB Port และเครื่องอ่านแผ่น Blue-ray ซึ่งจะเก็บควาจุแต่ละแผ่นได้ 40Gig ขึ้นไป ซึ่งนั่นคือขนาดของข้อมูลซึ่งในอนาคตก็จะเป็นเรื่องปกติ (http://en.wikipedia.org/wiki/Blu-ray_Disc)

ทีนี้ถ้าพูดถึงในเชิงสถาปัตยกรรม ก็อดไม่ได้ที่จะย้อนไปที่กระทู้เรื่อง มีคนถามว่า คนที่ทำ Perspective ด้วยมือเป็นอาชีพจะรอดมั้ย ผมว่า ถ้าดูกันโดยภาพรวม แล้วก็ใช้หลักการแบบที่พี่วิญญูว่า ว่า “คนที่เก่งมากๆ สุดๆ นั้น เอามานับรวมไม่ได้” เพราะคนพวกนี้ ถ้าอยู่ในระดับความสามารถดังกล่าว ไปอยู่ในวงการไหน ก็อยู่รอดได้ ก็คงต้องฟันธงเลยละครับว่า โอกาสรอดของวิชาชีพเขียนด้วยมือ จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

มันจะหดตัวลงจนเหลือเป็น Master Piece ซึ่ง นักขาย เวลาเขาจะ Request เขาจะถามเลยว่า ใครเขียน Perspective มือสวยที่สุด เพราะเขาจะ ระบุตรงตัวในสิ่งที่เขาต้องการ

ซึ่งมันจะต่างกับการ Request ในเชิงของการ Presentation ธรรมดาๆ ที่ เวลาเราทำแบบแล้ว เขาขอ Animation, 3D model ไปด้วย ต้องเอา Fly-through Video ไป Present ให้ลูกค้า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย และชัดเจนกว่า ภาพ Perspective ที่เขียนด้วยมือมาก

จากประสบการณ์ที่พบในสหรัฐอเมริกา ภาพ Perspective ที่เขียนด้วยมือ จะถูกนำมาใช้ในทางการตลาด มากกว่าการแสดงข้อมูลให้เจ้าของงานได้เข้าใจ ดังนั้นถ้าโครงการไหน ไม่มีการตลาดปน คนทำ perspective มือแทบจะไม่มีโอกาสเลย และต้องอย่าลืมว่า โครงการที่ต้องการการตลาดดังกล่าวส่วนใหญ่ ที่จะ request คนเขียน Perspective ด้วยฝีมือนั้น จะต้องเป็นโครงการที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น บ้าน หรือ อาคารที่อยู่อาศัย ที่ต้องการ ความเป็นธรรมชาติ อ่อนโยน มีชีวิต ในขณะที่โครงการประเภทอื่นๆ ที่ Computer Presentation กินขาดหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมเห็นใน Playstation 3 ก็คือ Generation ของคนเล่นเกมแบบพวกเรา และคนรุ่นหลังลงไป ที่จะเป็นคนที่มีความเข้าใจ Virtual 3D Environment เป็นอย่างดี คนพวกนี้ที่มีเงินซื้อเกมต่างๆ มาเล่นตั้งแต่เด็กๆ ต่อไปก็จะเป็นลูกค้าระดับ Top Class ของพวกเรา แล้วคนพวกนี้ล่ะ ที่จะ demand การบริการที่ต้องมีประสิทธิภาพ จากสถาปนิก อย่างน้อยๆ ก็ต้องพอสมน้ำสมเนื้อกับเกมที่เขาเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ ล่ะ

ต่อไปลูกค้า เวลาที่จะตรวจงาน อาจจะหยิบ Joy ขึ้นมาแล้วกดปุ่มเดินไปเดินมาเองใน โลกเสมือนที่สถาปนิกสร้างขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า อีกหน่อยก็คงจะเป็น VR เข้าไปอยู่ในนั้นเองจริงๆ แบบที่มีแสงเงา อย่างเนียนมาก

เราจะเจอกับลูกค้าที่เข้าใจความเป็นสามมิติเป็นอย่างดี สื่อสารกับเราเ้ข้าใจมากขึ้น อาจจะอธิบายได้ดีขึ้นว่าเขาต้องการอะไร แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องให้การบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วขึ้น และผิดพลาดน้อยลง

อยากจะพูดเรื่องเกมที่ เคยเล่นในสมัยของ Playstation 2 และมีความประทับใจเรื่องฉากที่ เขาทำออกมาจริงๆ แ่ต่ขออนุญาิติไปพักผ่อนก่อนนะครับ ช่วงนี้ในสหรัฐคือ Thanks Giving พอมีเวลาแวะมาเขียนบ้าง นิดหน่อย

อาจจะกระจัดกระจายบ้าง แต่เอาเป็นว่า Share ประสบการณ์ส่วนตัวกันสนุกๆ ละกันนะครับ

ความประทับใจที่ สถาปัตย์ มหาสารคาม

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และ นฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันการศึกษาที่มีอนาคตไกล

เขียนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2006


ผมได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษ เีกี่ยวกับการออกแบบอาคารสูงและโรงแรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และ นฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา

คณะนี้เป็นคณะที่ มีสามภาควิชาได้แก่ สถาปัตยกรรม ผังเมือง และ นฤมิตศิลป์ โดยจะเป็นปริญญาตรีทั้งหมด

ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกผม ตามประสาคนกรุงเทพ ก็คิืดว่า เป็นการไปช่วยเหลือมหาวิทยาลัยที่ห่างไกล และไม่พร้อมในทุกๆ เรื่องตั้งแต่สถาบัน ยันจำนวนอาจารย์ต่อนิสิตและศักยภาพของนิสิตเองด้วย นอกจากนี้จากการที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการรับนิสิตในมหาวิทยาลัยของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่า จะเน้นแ่ต่การเอาเงิน โดยรับเด็กเพิ่มมากๆ เพื่อรับค่าเล่าเรียน แต่มีอาจารย์ไม่เพียงพอ หรืออะไรก็แล้วแต่ เอาเป็นว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ไปสอนๆ ให้จบๆ ก็แล้วกํน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิดผิดไปถนัด

เมื่อไปถึงก็มีอาจารย์มาต้อนรับ มีอาคารเรียนที่ใหญ่โต (ทราบอีกครั้งว่าเป็นของคณะศิลปกรรมศาสตร์) แต่อาคารของคณะสถาปัตย์นั้นกำลังก่อสร้างอยู่ นอกจากนี้ การที่ได้รู้จักกับคณาจารย์ ก็ิยิ่งประทับใจ โดยเห็นได้ว่าเป็นผู้ที่มีทั้งความรู้ ทั้งกำลัง และทั้งอุดมการณ์

คืออาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนที่ผมรู้จัก ไม่ว่าจะในเืมืองหรือนอกเมือง ถ้าเป็นมหาวิทยาลับของรัฐจะมีกลุ่มคนที่มาสอนเพื่อที่จะยกระดับตัวเอง คือใช้ความเป็นอาจารย์เพื่อเข้าหาทุน เพื่อจะได้เรียนต่อ แต่ส่วนตัวไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูแม้แต่น้อย พอจบมาก็เอาแต่ทำงานนอก สอนเด็กแบบ Minimum มาถึงไ่ม่เตรียมตัวสอน เอาแต่ด่าเด็กเป็นหลัก

แต่อาจารย์ที่ผมเจอที่มหาสารคาม นั้นตรงกันข้าม อาจารย์เหล่านี้มีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ คือจะสอนเด็กแบบเขี้ยวเข็ญ ตามเด็กมาส่งงาน ทำอะไรก็ได้ให้เด็กได้ดี ผมจำ detail เล็กๆ ได้คือตอนที่ผมกำลังสอน มีเด็กคนหนึ่งเอา magazine ขึ้นมาอ่าน อาจารย์ถึงขนาดไปตามเก็บมายึดไว้ (เหมือนครูประถม) เพื่อให้เด็กตั้งใจฟัง อาจารย์แต่ละคนที่อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ รักที่จะอยู่ทั้งสิ้นและจะอยู่ไปอีกนาน

ผมคิดไปอีกทีก็นับถืออาจารย์เหล่านี้ ว่ายินยอมเสียสละมาอยู่ในดินแดนกันดาร เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง 100% โดยมีชีวิตที่ไม่ได้สุขสบายเหมือนที่ๆ เคยอยู่มาก่อน (อาจารยฺ์ส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพทั้งสิ้น)

แต่ผมก็ต้องคิดผิดอีกที ใครกันที่พูดว่าอีสาน แห่งแล้งกันดาร ไม่จริงครับ

อาหารมื้อแรกของผม นั้นเป็นอาหารอีสาน ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ ปลาที่ผมกิน ตัวขนาดเท่าอ่างล้างมือเล็กๆ ถ้ากินในกรุงเทพ ต้องตัวละเป็นพันแน่ๆ เป็นปลาที่สดเพราะจับจากบ่อ ส้มตำ ปล่าย่าง ปลาทอด ซี่โครงหมูทอด และอาหารอีสานที่ผมจำชื่อไม่ได้หลายชนิด กินกัน 9 คน แทบเป็นแทบตาย เช็คบิลออกมา ตกคนละ 70 กว่าบาท ทำให้รู้ซึ่งเลยว่า อาจารย์พวกนี้ ไม่ได้ลำบากอย่างที่ผมคิด ถ้าเงินเดือนลูกจ้างของรัฐ ในรูปแบบของการออกนอกระบบที่เท่ากันทั้งประเทศในค่าครองชีพแบบนี้ อาจารย์เหล่านี้ความเป็นอยู่ดีมากๆ

คิดเทียบกันตรงไปตรงมา ชาเย็นในร้านหรูๆ ที่กรุงเทพ ราคาเฉลี่ยตกอยู่ที่ 45 บาท แต่ที่นี่ 15 บาทครับ

ค่าเช่าบ้านของอาจารย์เหล่าี้นี้ ก็ไม่ต้องเสีย มีอาคารหอพักอาจารย์ให้อยู่ เสียเงินเพียง 500 บาท เท่านั้น หมดค่าเช่าบ้านไปอีก

รถหรือครับ ไม่ต้องมี รถไม่ติด ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ซักคัน ก็สบายแ้ล้ว อากาศดี เมืองเล็กๆ สงบๆ ไม่มี pollution จากบ้านมาทำงานใช้เวลา 5 นาที มีเวลามานั่งอ่านหนังสือ พัฒนาความสามารถตัวเอง และองค์กรเ็ป็นอย่างมาก

ถ้าท่านเบื่อ ก็ไปท่องเที่ยวได้ ไม่ต้องไปเดินห้างแบบกรุงเทพ มหาสารคามเป็นจังหวัดที่เรียกว่าเป็นสะดือ อีสาน คือ อยู่ตรงกลางพิกัดของ ภาคพอดี จะไปที่ไหนก็ 3-4 ชั่วโมงอย่างมาก ขับรถไป ไม่ถึงชั่วโมงก็ กาฬสินธุ์ วนไปอีกทีก็ ขอนแก่นแล้ว แต่ละจังหวัด ก็จะมีอาหารอร่อยๆ และผู้คนที่มีน้ำจิตน้ำใจที่ดี มีที่ท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติมากมาย ถ้าท่านได้ไปอยู่ รับรองว่าแข็งแรงมาก ทั้งจากอากาศ อาหาร และการใช้ชีวิต

ถ้าจะเป็นวิทยากรพิเศษ ก็อยู่อย่างราชา ไปถึงที่สนามบินขอนแก่น มีรถมารับ ไปสอนที่คณะ กลางคืนพักโรงแรมตักศิลา สบายมากๆ อยู่กลางเมือง ถ้านับกันในประเทศ ผมให้ สามดาวครึ่ง โรงแรมนี้

อินเตอร์เน็ทของมหาวิทยาลัยก็เร็วมาก ไม่แพ้แถวสยามแสควร์

สรุปแล้ว สบายครับ ไม่ลำบากเลย

ที้นี้นิสิตเป็นอย่างไร ก็อาจจะต้องยอมรับว่า เป็นนิสิตที่อาจจะไ่ม่ไ้ด้รู้ได้เห็นอยู่ใน Trend มากเท่าเด็กกรุงเทพ คือความรู้พื้นฐานอาจจะทันกัน แต่ประสบการณ์อาจจะน้อยกว่า แต่เด็กพวกนี้ ความตั้งใจไม่แพ้แน่นอน และเด็กเหล่านี้มีสัมมาคารวะกับอาจารย์มาก ไม่เหมือนเด็กมหาวิทยาลัยเอกชน “บางแห่ง” ที่ ด่าพ่อล่อแม่กันข้ามหัวอาจารย์ (ผมเจอมาแล้ว) เพราะเขาถือว่า เขาจ่ายเงินมาแพง อาจารย์คือลูกจ้างของเขา

เด็กๆที่เรียนอยู่ที่นี่ เป็นเด็กที่มาจากทุกๆ จังหวัดในภาคอีสานทั้งสิ้น จะมีความหลากหลายในเรื่องของถิ่นที่อยู่ แต่จะยังคงมีรากของวัฒนธรรมท้องถิ้นผังลึกมาก ยังมีการไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ มีการใช้ภาษาท้องถิ่้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือยังคงความงดงามของเอกลักษณ์ประจำท้องถิ้นได้เป็นอบ่างดี

งาน Project ที่ทำก็จะเป็นงานในภาคอีสานเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมือง การทำแผนให้กับ อบต หรือส่วนราชการของจังหวัด

สรุปก็คือ อาจจะไม่ใช้มหาวิทยาลัยที่เจริญก้าวหน้าอย่างฟู่ฟ่า อลังการ หรือไม่ได้ผลิตเด็กที่เก่งเป็น top class ของประเทศ แต่เป็นที่ๆ ถ้าเจริญก็น่าจะเจริญอย่างยั่งยืนได้ และ่ก่อให้เกิดความเจริญที่เหมาะสมกับศักยภาพของท้องถิ่นได้

สถาปนิกท่านใดที่มีความรู้ความสามารถ อยากจะแบ่งปันให้กับเด็กเหล่านี้ ก็ลองสมัครเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษได้นะครับ กินอยู่ เดินทาง ฟรี ติดต่อไปได้ที่ ท่านอาจารย์ มณี พานิชการ คณะบดี ได้ที่ 0-4375-4381 หรือ fax 0-4375-4382 ส่ง Resume ไปเลยครับ แล้วบอกไปเลยว่าอยากสอนวิชาอะไร

เรื่องใหญ่ที่สุดคือเรื่องความอยากสอนนะครับ สำหรับสถาปนิกทุกท่าน ความรู้ เราทุกคนพอมี แต่ใจที่อยากจะให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่ารอให้เขามาเชิญท่านเลยครับ เสนอตัวไปเลย อย่างผมนี่ก็ ได้เจออาจารย์มณี ในงานที่กรุงเทพ ผมก็บอกว่า ผมยินดีที่จะสอน ให้ผมได้เมื่อไหร่ก็ได้ เขาก็ส่งจดหมายมาเชิญผมไป

มาช่วยๆ กันกระจายความรู้ที่เรามีเพื่อวิชาชีพของเรานะครับ

เกี่ยวกับ Boutique Hotel

Boutique Hotel อาจจะฟังดูเหมือนประเภทของโรงแรม แต่จริงๆ แล้วเป็นแนวทางในการตกแต่างหรือสร้างเอกลักษณ์ใน Space และการ Presentation ใหักับผู้ที่เขามาพักหรือเข้ามาใช้พื้นที่ในโรงแรมมากกว่า ไม่ใช่ประเภทของการใช้สอย

ต้องระวังเหมือนกันใน ปัจจุบันมีโรงแรมที่ ยกตนเองหรือเรียกตัวเองเป็น Boutique เยอะมาก บางโรงแรมถึงกับ ตั้งเป็นชื่อของโรงแรมหรือชื่อของ Chain เลยด้วยซ้ำ โดยบางเจ้าแค่น้ำ Fixture หรือ Furniture เดิ้นๆ มาจัด ก็เรียกตัวเองว่าเป็น Boutique แล้ว โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตัว space จริงๆ แต่อย่างใด อันนั้นไม่ใช่แน่ๆ

โดยส่วนตัว ที่บริษัททำงานออกแบบโรงแรมเป็นหลักนั้น Boutique Hotel โดยเฉพาที่มีการ Renovate มาจากตึกเก่า จะต้องมี การเปลี่ยนแปลงอย่างมาก (Radical Change) ในส่วนของงานสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่ส่วนของ Interior เช่น Fixture, Furniture และ Equipment เท่านั้น

ตัวอย่างของ Boutique Hotel ระดับโลก มีดังนี้

The Standards – Los Angeles, California
Hudson Hotel – New York, New York ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของ Chain ที่ชื่อ Morgan’s
‘W’ Hotel Chain – เป็น Boutique Chain อันแรกของโลก

โรงแรมทั้งหมดนี้ บรรยากาศเมื่อท่านได้เข้าไปจะเหมือนไม่รู้สึกว่าอยู่ในโรงแรม แต่รู้สึกว่าเหมือนเข้าไปใน สถาณที่ๆมีความตื่นเต้น เหมือนกัน Bar หรือ Lounge เป็นสถาณที่เที่ยวกลางคืนมากกว่าเพราะความแปลกตาของมัน

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ว่า Boutique ทุกแห่งจะเหมือน Bar ไปหมด อาจจะเป็นบรรยาการศที่สงบ และเป็น ธรรมชาติของ Zen ได้เช่น The Hempel ที่ London แต่ก็ยังมีความเด็ดขาดของ Design มากกว่าโรงแรมทั่วๆไป

บางโรงแรมอาจจะไม่ Design จัดมาก แต่จะมีของเล่น พิเศษ ที่ไม่เหมือนใครให้ เช่น บางโรงแรมมี ปลาทองให้เลี้ยง บางโรงแรมที่ทางใต้ของอเมริกา มีการทำพิธี วูดู ใน ล๊อบบี้ คือเป็นบรรยากาศที่ แปลก

ในประเทศไทยที่รู้สึกว่าเป็น ความพยายามที่จะทำก็คือ D2 ของ เครือ Dusit ของหาดูนะครับ

Saturday, January 13, 2007

nanotechnology in construction industry

ความคิดเห็นที่ 1 โดย: ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ วันที่ ( 03 Nov 2005 09:51:13 )


Mies เคยบอกว่า God is in Detail - ผมก็สงสัยเหมือนกันละครับในกรณีที่เป็น detail ระดับที่ตาเรามองไม่เห็น คนงานก่อสร้างวัดไม่ได้นี่ มันจะเกี่ยวอะไรกับพวกเราบ้าง

อย่างในกรณี วงการสาธารณสุขนี่ ความเป็นความตายมันอยู่ใน สเกล เล็กๆ แบบนั้นจริงๆ แต่อย่างของเรานี่ เราสร้างและทำทุกอย่างมาจากสิ่งที่เราจับต้องได้ เราอาจจะต้องไปอยู่ใน กลุ่ม Construction Material หรือเปล่าครับ? โดยเฉพาะวัสดุที่ไม่เป็นพิษ ย่อยสลายได้ กลับมาสร้างใหม่ได้ 100 % "โดยไม่ต้องเสียพลังงาน เพื่อการแปรรูปเลย" พอได้ไหมครับ? เหมือนเอาดินน้ำมัน มาทำให้แข็งเป็นหิน แล้วพอจะเอาออกก็ปรับออก นุ่มใหม่ เอามาปรับรูป เข้าแบบ สร้างได้อีก (จินตนาการมากไปหรือเปล่านี่)

แต่อยากให้ทำมากๆ เลยครับ เอาใจช่วย น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วเอามาให้อ่านเป็นวิทยาทานบ้างนะครับ

Friday, January 12, 2007

ความหมายของ "ศูนย์ศิลปะ"

ถ้าศูนย์ ศิลปะที่ว่า คือ Arts Center ใน Sense ของภาษาอังกฤษ นั้น ความหมายจะกว้างกว่าที่คุณ Artist_in กล่าวถึงมาก เพราะ คำว่า ศิลปะนั้น จะรวมไปถึง Dance, Music, Film, Product หรือแม้แต่ Architecture เองก็ด้วยเหมือนกัน ส่วนในเรื่องกิจกรรมก็จะมีตั้งแต่ การแสดงงาน (performing arts) นิทรรศการ (exhibition) และแน่นอนคือการสอน (Classes) การจัดงาน ดังนั้น ถ้า คุณ Artist สนใจจะทำ Arts Center ในลักษณะ ความเข้าใจของสากล จริงๆ จะเป็นโครงการที่ซับซ้อนมาก และเป็น thesis ชั้นดีได้ สบายๆ แต่คงจะเหนื่อยเหมือนกัน เพราะ Function จะมหาศาลมาก

ถ้าอยากดูเรื่องกิจกรรมดีๆ ต้องดู web ของ Walker Arts Center ที่เมือง Minneapolis รัฐ Minnesota http://www.walkerart.org/index.wac

แต่ถ้าความหมายที่คุณ Artist_in ได้กล่าวไปว่าเป็น งานศิลปะที่มีการสร้างผลงาน นั้นฟังดูน่าจะใช้ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า “Visual Arts” Center จะดีกว่า เพราะจะ Scope ลงมาเยอะ ตัดพวก Dance Film Music ออกไปหมด กลายเป็น “ศูนย์ทัศนะศิลป์ศึกษา”(ฟังดูเหมือนจะเน้นเรื่องการศึกษา) ทำนองนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ครับ เพราะยังไงก็ต้องให้เจ้าของ Thesis เป็นคนตัดสินใจ ระบบการบริหาร ของโครงการเป็นไปได้หลายแบบ แต่ต้องคิดเรื่องนี้ด้วยเพราะมันจะมี ผลกับ Space ต้องถามว่า ใครเป็นเจ้าของ เช่น ถ้า มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าของ ก็จะเน้นการศึกษามาก ถ้า นคร หรือ City เป็นเจ้าของอาจจะเน้น work Shop มาก และแน่นอนว่า ถ้า Private Organization เป็นเจ้าของก็ต้องเน้น Exhibition แล้วก็ การขายของ หรือ ขาย Class คือ ตัว Program และการจัดการ จะต่างกันสิ้นเชิง

ถ้าจะดู Web ก็มี Iris & B. Gerald Cantor Center for Visual Arts อยู่ที่ มหาวิทยาลัย Stanford http://museum.stanford.edu/

การออกแบบที่ดี

การออกแบบที่ดีคือออกแบบให้:

1. ใช้การได้ ไฟเปิดติด ชักโครกกดลง น้ำไหล แอร์เย็น

2. คนที่เข้ามาใช้อาคาร ไม่เสียชีวิต ไม่เจ็บตัว ไม่เสียสุขภาพ

3. ให้คนที่ลงทุนสร้างอาคารรู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป

ซึ่งถ้า สรุปทั้งสามข้อ มันก็กลับไปที่ Basic ของ Virtuvious ว่า คุณสมบัติ ของสถาปัตยกรรมคือ Commodity (ใช้การได้) Firmness (ทนทาน ไม่เกิดพิษภัย) แล้วก็ Delight (ความพึงพอใจ)สถาปนิกที่เก่ง ก็คือคนที่ทำได้ครบทั้งสามอย่างที่ว่า

จบ

สิ่งที่สถาปนิกควรรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์

http://www.asa.or.th/download/journal/4808/4808132.pdf

Quote: Answer to Earth Quake Question from K.Siem (ASA web)

ความคิดเห็นที่ 8 โดย: seim (willy) วันที่ ( 16 Dec 2006 03:29:38 )

"อ่านเจอในตำรามาตั้งแต่ตอนเรียนว่า อาคารโบราณของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวอยู่เรื่อยๆ มีการออกแบบที่ดีและเหมาะสม เพราะ joint สามารถยืดหยุ่นได้ และไม่มีการยึดติด แต่ใช้เดือยไม้ (ลักษณะน่าจะเหมือนเรือนไทยบ้านเราๆ)แต่ความรู้จากอีกเล่ม บอกว่าอาคารของ Ando ที่เป็นก้อนคอนกรีต Rigid แข็งเป้กทั้งก้อน เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างญี่ปุ่นมากๆ.....ผมเลยงง (มานานแล้ว) ว่าตกลงอาคารที่ยอมให้ส่วนของอาคารขยับได้ หรือ เป็นก้อนแข็งริจิด ถึงจะเหมาะกับการป้องกันความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้มากกว่ากันไม่ทราบว่ามี ผู้รู้ ท่านใด ช่วยไขปริศนาให้ ผู้ไม่รู้ อย่างผมให้ทีได้ไหมครับ..?"

คือ อย่างนี้ครับ คุณ Seim

ถ้าว่ากันตามวัสดุแล้ว โครงสร้างที่ใช้กันทุกวันนี้ก็มี สามอย่างคือ ไม้ เหล็ก แล้วก็ คอนกรีต (เสริมเหล้ก) ที่ใช้กันมากทีสุด

บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อนที่เป็นโครงไม้ ทำเป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่น พัฒนามาเป็นพันๆ ปีนั้น ไม่ได้มีการใช้ตะปู แต่เป็นการเข้าไม้ ดังนั้น วิธีการรับมือกับแผ่นดินไหว จึงเป็นรูปแบบของ การทำ Joint หรือข้อต่อให้ Flexible เวลาที่แผ่นดินไหว ลักษณะมาเป็นคลื่นบนดินนั้น Member ของโครงสร้าง เช่น เสา หรือ คาน สามารถ เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ หรือ “ดิ้นได้” โดยที่ Joint ไม่ได้ยึดติดกัน อาคารมันก็เลยไม่พัง อาจจะมีความเสียหายในเรื่องของ กระเบื้อง ประตู หน้าต่างบ้าง แต่ โครงสร้างไม่เป็นไร (ในกรณี แผ่นดินไหวเล็กน้อยนะครับ) หรืออย่างน้อยก็รักษาบ้านไว้ได้นานพอที่จะให้คนกระโดดออกจากบ้านนั่นล่ะถ้าแผ่นดินไหวแรงมาก

ต่อมา ในกรณีของ พิพิธภัณฑ์ ท่าน Ando นั้น ผมเองแม้จะไม่มีข้อมูล แต่จากที่เคยได้ มีส่วนร่วม เล้กน้อย ในการทำโครงการที่เคยตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมา อยากจะขอสันนิษฐานว่า อาคารของ Ando นั้นน่าจะเป็นโครงสร้าง Concrete เสริมเหล็ก ซึ่งแน่นอนว่า ธรรมชาติของระบบโครงสร้างนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับไม้ เพราะตัวโครงสร้างมีการหล่อให้เชิ่อมต่อกันหมด ดังนั้นวิธีการรับมือกับแผ่นดินไหวก็คือ มีการสร้าง Plate หรือ แผ่นฐานราก ซึ่งตั้งอยู่บน Spring ซึ่งก็ตั้องอยู่บน เสาเข็มที่แผ่กกระจายอยู่ทั้ง site Plate ตัวนี้ จะทำหน้าที่รับแรงกระทำด้านข้างโดยตรง โดยหากมีแรงสั่นสะเทือนเป็นคลื่นบนดินมา ก็จะทำให้อาคารสั่นไปพร้อมๆ กัน ในทิศทางเดียวกันทุกๆ ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็ให้ลองคิดถึง กล่องสบู่ ตัวกล่องคือ Plate หรือแผ่นฐานราก แล้วสบู่คือตัวอาคาร เวลาเราเขย่า สบู่ก็สั่นไปทั้งก้อนนะครับ แต่จะอยู่ในกรอบของการรับมือของกล่องสบู่ไม่ให้พัง ที่เปรียบเทียบเป้นกล่องสบู่ นั้นบางคนอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะแผ่นฐานรากออกจะแบน แต่กล่องสบู่นั้นเป็นกล่อง แต่บางกรณีถ้าอาคารตั้งอยู่บนที่ดินที่เป็นเนิน หรือ slope ก็อาจจะต้องมีการสร้างกำแพงเพิ่ม หรือเป็น Shear Wall ที่ เชื่อมต่อกับ Plate ดังกล่าวเหมือนกัน ซึ่งสำหรับ อาคารพิพิธภัณฑ์ของ ท่าน Ando ผมคิดว่าเป็นอาคารที่ไม่สูงมาก ยิ่งถ้ามี เสาหรือผนังส่วนใหญ่เป็น คอนกรีต ยิ่งทำให้ วิธีการใช้ Plateพวกนี้มีประสิทธิภาพากขึ้นไปอีก

ทีนี้ มันจะมีปัญหาเวลาที่ท่านทำตึกสูงในญี่ปุ่นนี่ละครับ ที่จะเริ่มยุ่งล่ะ และต้องเอาหลายวิธีมากๆ มาผสมกัน เดี๋ยวขอพักผ่อนก่อนวันนี้ แล้วจะเล่าให้ฟังต่อนะครับ

Thursday, June 15, 2006

ASA Internet Radio

จะเป็นไปได้มั้ยครับที่

สมาคมจะมีสถานีวิทยุ online ที่จะมาจัดรายการคุยกันเรื่องเกี่ยวกับวิชาชีพ ตั้งแต่เรื่อง trend เรื่อง ธุรกิจ เรื่อง ตลก เบาสมองในวงการใกล้เคียงกับเรา เรื่อง เกี่ยวกับ สาระต่างๆ ในต่างประเทศทุกๆ ประเทศ (สมาชิกของเรามีอยู่ทั่วโลก) โทรกันเข้ามา คุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันสดๆ นอกจากนี้ยังเชิญ แขกพิเศษทั้งนอก และในวงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิชาชีพของเรา เข้ามาคุยกันได้ แบบยาวๆ มีคนโทรเข้ามาถามคำถามได้ น่าจะเป็นรายการที่เป็นสาระเป็นส่วนใหญ่ มีเบาๆ สมองบ้าง แต่จะมีบันเทิงเป็นส่วนน้อย (จะไม่มีเลยก็คงไม่ได้ เพราะเราเป็นพวก สุนทรีย์ และสถาปัตยกรรมก็เกี่ยวข้องกับหลายๆ มุมในชีวิตธรรมดาทั่วๆ ไป (Lifestyle) เป็นอย่างมาก) ในด้านวิชาการ ก็จะเป็นที่ๆ ให้เด็กที่เรียนสถาปัตยกรรมทั่วประเทศไทย ส่งคำถามเข้ามาถามได้ จะมีผู้เชี่ยวชาญมาตอบ จะเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เท่ากันมากขึ้น ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหน อาจจะมีการจัดประกวดแบบย่อย โดยสถานีวิทยุก็ได้

ผมว่าคนที่สนใจน่าจะมาคุยกัน ทีมที่น่าจะมาช่วยกันได้ ก็มีหลายๆ คน ท่านที่เป็นอาจารย์ พิเศษต่างๆ ที่ชอบสอนหนังสือ แต่อาจจะไม่มีเวลาเดินทางก็น่าจะใช้ Channel นี้ได้ เช่นพี่ยอดเยี่ยมก็จะได้คุยเรื่อง FTA อาจารย์เกชา ก็มาสอนเรื่อง งานระบบอาคารที่สถาปนิกควรรู้ อาจารย์อ๊อตโต้ สอนเรื่องวัสดุและเรื่องการก่อสร้าง

เวลาจะสอบ กส ก็เอาปรมาจารย์ มานั่งติวกันทาง วิทยุได้ และท่านที่อยู่ใน กระทู้ “รสนิยมสถาปนิก” ท่านเหล่านี้มีมุมมองเรื่อง Life Style ที่น่าสนใจมาก ส่วนผมเองก็ Contribute เรื่อง Trend และ เนื้อหาจากต่างประเทศได้ หรือถ้าจะแปลงานเขียนที่น่าสนใจก็จะได้อ่านแล้วพูดไปเลย จะเร็วกว่ามากที่จะเขียนแปล เป็นเดือน กว่าจะเสร็จ เพื่อนผมที่ทำงานในประเทศจีนบางคนก็อาจจะนำมุมมอง เรื่องความเป็นไปได้ของตลาดของการออกแบบในประเทศจีน น่าจะมานั่งคุยกัน รับรองได้ว่ามีเรื่องคุยกันไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ

ใครมี Idea อะไรลองมา Brain Storm กันหน่อยสิครับ เผือจะเอาไปเสนอ สมาคมให้เป็นโครงการจริงได้

เท่าที่ผมดูคือ เทคโนโลยีมันไม่น่าแพงมาก การลงทุนที่ต้องใช้ กับประโยชน์ที่น่าจะได้มันมหาศาล แต่แน่นอน ว่าเราต้องมีกรอบนโยบายชัดเจน มีคณะกรรรมการควบคุมการใช้ และไม่อยากให้มี Sponsor อะไรทั้งสิ้น เพราะเกิดฟลุ้ค มีสถาปนิกฟังมากขึ้นมาก็จะมี access เข้ามามหาศาล กรรมการก็จะถูก approach เป็นที่ครหาอีก (มีเงินที่ไหนมีข่าวอื้อฉาวที่นั่น) หรือถ้าจำเป็นต้องมีจริงๆ ก็ต้องมีกฏกติกาการคัดเลือกที่เป็นธรรมมากๆ และทุกอย่างต้องเปิดเผยให้กับสมาชิก ถ้าจะระดมสมองในที่นี้ ลองคิดตารางเวลาเป็น หนึ่งอาทิตย์ อาทิตย์ละสี่ชั่วโมง รายการ ห้าโมง ถึง สามทุ่มดูก่อนดีมั้ยครับ คือที่ออกแนวนี้เพราะไม่อยากให้รบกวนเวลาทำงาน หรือบางท่านอาจจะคิดอีกอย่างว่า ทำงานสิดี จะได้มีวิชาการ เข้าทางกัน เวลา หลังเลิกงานจะเอาไว้บันเทิงกับดูข่าว ดูละคร ก็ตามใจนะครับ ลองมาคุยกันดู รายการที่ผมนึกออกตอนนี้ ก็น่าจะมีได้ประมาณนี้ นี่คิดเล่นๆ นะครับ

1. รายการ Architect and the Gang ตั้งชื่อเล่น มาสนทนาเรื่องปัญหาการทำงานกับ คนอื่นๆ เช่น Consult ทั้งวิศวกร Interior และการทำงานกับผู้รับเหมา การทำงานกับ เจ้าหน้าที่รัฐ

2. รายการ Going Global พูดถึงการไปหา project บุกตลาดต่างประเทศ มีตลาดที่ไหนบ้าง จีน อินเดีย เขมร ยุโรป อเมริกา พูดเรื่อง FTA เรื่องกฎการค้าต่างๆ ที่เราควรรู้

3. รายการ "ก้าวแรกสู่สถาปัตย์" อันนี้มุ่งสู่ผู้ฟังที่เป็นเด็ก อยากเรียนสถาปัตย์ โดยเฉพาะ

4. รายการ "สายตรงจาก......." อันนี้ ใครที่อยู่ต่างประเทศ มีอะไรจะ share ก็เข้ามาเล่นกันเลย ผมอยู่อเมริกา ใครอยู่อังกฤษ ใครอยู่ Singapore มา Share ความคิดกัน

5. รายการ "ข่าวสถาปัตย" ประกวดแบบที่ไหน มีอะไรออก มีอะไรสร้างเสร็จ

6. รายการ "Life Style" พวกเราเป็นพวกรสนิยมสูงรายได้ต่ำ ก็คือต้องหาอะไรถูกๆ มาทำให้ดูดีๆ จะทำยังไง รายการนี้น่าจะมุ่งไปตรงนั้น

7. รายการ ปูชนียบุคคล - พี่ยอดเยี่ยมเคยบอกว่า เด็กสมัยใหม่รู้ Know how เยอะ แต่ Know who น้อยมาก การที่เราจะเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ เล่าให้ฟังถึงการพัฒนาสถาปัตยกรรมในอดีต มาจนถึงปัจจุบันก็เท่ากับเป็นการเรียสถาปัตยกรรมแบบ post modern กลายๆ เลย

8 รายการ Young blood อันนี้ เป็นพื้นที่ของนิสิต นักศึกษาสถาปัตย์ เชิญ เด็กที่ชนะ ประกวดแบบ อะไรที่ไหน รุ่นใหม่ๆ ที่อยากแจ้งเกิด มาออก หรือจะเป็นกิจกรรมคณะก็ได้

9. รายการหมอบ้าน " คราวนี้ Convert มาไว้ช่องนี้เลย" มุงไปที่ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ต้องรองานอาษาแล้ว มาที่นี่เลย จะได้ทำให้ อาจารย์เชี่ยวตกงานได้ซะที

10. รายการ "Knowledge 360" ความรู้ ทางสังคมที่ไม่เกี่ยวกับสถาปนิกโดยตรง แต่ศาสตร์ของเรากว้างมาก น่าจะเป้นรายการเบ็คเตล็ด เชิญบุคคลสำคัญในประเทศมาออก ให้ความรู้ในสาขาอื่นๆ ที่กว้างขวางมากขึ้น เช่น ทนายความ แพทย์ ครู และอื่นๆ

11. รายการ Computer Tech อันนี้ให้ คุณ K9 ไปเลย แต่ช่วนหาคนแปลไทยเป็นไทยมาทำรายการร่วมด้วย

12. รายการที่น่าจะสำคัญที่สุด "Financial Architect" สอนสถาปนิกเรื่องการเงิน การจัดการธุรกิจ การบริหาร การตลาด น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับ Freelance และคนที่อยากจะเปิด office เอง

13. "สถาปนิกช่วยสถาปนิก" ให้เป็นที่ระบายอารมณ์ คุยเรื่องอะไรก็ได้ กลุ้มใจอะไร เรื่องอะไร การงาน ชีวิตส่วนตัว มาแก้ปัญหากัน หรืออะไรแนวนี้ อันนี้คิดเล่นๆ นะครับ อย่างที่เห็นว่า คงต้องใช้กำลังคนมหาศาล และรายการน่าจะเป็น อาทิตย์ละครั้ง หรือาทิตย์เว้นอาทิตย์ งบประมาณก็คง ต้องมาจากสมาคม อันนี้ หลายท่านอาจจะบอกว่า เออ งั้นก็คงต้องมี sponser แน่ๆ ก็ ต้องลองมาดูความเป็นไปได้กันครับ

บทความแปล: "Warchitecture" by Rem Koolhaas

แปลจาก International Institute of Asian Studies Newsletter ฉบับที่ 39 – ธันวาคม ปี 2005
(คำนำโดย บรรณาธิการ)

ใน การประชุม ของ International Institute of Asian Studies (IIAS) ที่ประเทศ Netherlands การบรรยายหลักของคน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนนั้น เป็นของ Rem Koolhaas สถาปนิกชาวดัชท์ ที่มีชือเสียงระดับโลก เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard เป็น ผู้ก่อตั้งสำนักงาน Office of Metropolitan Architecture (OMA) และ AMO (ไม่แน่ใจว่าย่อมาจาก Architecture Media Organization หรือเปล่า – ใครทราบช่วย Confirm ด้วยครับ – ดร.พร) ซึ่งทั้งสองเป็น เหมือนกับ สมองกล หรือที่มาของ idea อันบรรเจิดมากมาย โครงการที่ Rem Koolhaas ออกแบบตัวอย่างเช่น Kunsthal แห่งเมือง Rotterdam, Guggenheim Museum แห่งเมือง Las Vegas สหรัฐอเมริกา, Prada Boutique แห่ง Soho ณ กรุงนิวยอร์ค, Casa a Musica แห่ง Porto ประเทศ โปรตุเกส, Seattle Public Library ที่เมือง Seattle สหรัฐอเมริกา และ แน่นอน สำนักงานใหญ่ สถานีโทรทัศน์ CCTV แห่ง กรุงปักกิ่ง งานเขียนของเขาก็มีตั้งแต่ Delirious New York, a retroactive manifesto (1978) จนถึง S,M,L,XL ที่หน้าถึง 1500 หน้า (1995), Great Leap Forward (2002) และ Harvard Design School Guide to Shopping (2002) และล่าสุดคือ Content (2005) โดย ใน Newsletter ฉบับนี้ เราได้พยายามค้นหาว่า ทำไม Rem Koolhaas ในหนังสือเล่มล่าสุด ถึงได้พยายามพาพวกเราไปค้าหาโลกตะัวันออก (ใช้คำว่า Go East – ดร.พร) ทำไมเขาจึงมีความประทับใจมาจนชั่วชีวิตกับเมืองในเอเชีย ทำไมเลือดของเขาถึงได้สูบฉีดเวลาที่พูดถึงโลกตะวันออก ทำไม OMA ถึงได้พัฒนาความสนใจและมาตรฐานในการที่จะอนุรักษ์เมืองเก่าในกรุงปักกิ่งเอาไว้ และสิ่งที่อาจจะสำคัญที่สุด ทำไมเขาจึงมีแนวคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อกับความเป็นอุดมคติได้

Rem Koolhaas ที่อ้างตัวว่าเป็น นักสืบสมัครเล่น ได้นำเสนอเนื้อหาของความเปลี่ยนแปลงของ เมืองใน เอเชีย นับตั้งแต่ปี 1930s มาจนถึงปัจจุบัน ทำการวิเคราะห์เรื่องของการเมืองระดับย่อย และผลกระทบของรูปแบบการเมืองเหล่านั้นต่อสภาพแวดล้อมของเมือง โดย Rem ได้ทำการปาฐกถาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ผ่านทางมิติของลัทธิ ฟาซิสม์ ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ และทุนนิยม ซึ่งทั่งสี่เป็น สุดยอดของ แนวความคิดที่เป็นอุดมคติ ที่ได้รับการยอมรับในเอเชียตะวันออก ในช่วง 75 ปี ที่ผ่านมา แต่ Rem ได้ระบุไว้อย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบไหนก็ตาม สิ่งที่ออกมาก็ล้วนเป็น “เผด็จการ” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเ้ป็นเผด็จการซ่อนเร้น หรือเปิดเผย ก็ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่แท้จริงของความเจริญก้าวหน้าของเอเชียตะวันออกเท่านั้น

จากการศึกษา Rem Koolhaas จะได้ทำการแสดงในสอง กรณีศึกษาหลัก ได้แก่ กรณีของ จีน และ กรณีของ ญี่ปุ่น ว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศ ได้ทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบเืมืองไปได้อย่างไร (ใช้คำว่า Reform) แต่ไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทิศทางไหน แนวคิดที่ฝังรากลึกในสังคมนั้นๆ ก็จะยังไม่ได้เลือนหายไปจากระบบการใช้ชีวิตและการปกครองโดยรวม เช่น ประชาธิปไตยของญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่มีพัฒนาการและมีผลกระทบ (Influences) มาจากการปกครองแบบ ฟาสซิสม์ ที่มีมาก่อนสมัยสงครามโลก เป็นเวลานาน และทุนนิยมที่เป็นอยู่ในประเทศจีน ก็เป็นสิ่งที่มีพัฒนาการและมีผลกระทบ (Influences) มาจากการปกครองแบบ คอมมิวนิสต์ อาจจะออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เหมือนกันในเชิงของการพยายามที่จะแก้ปัญหาของสังคมที่เป็นอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ อาณาจักรทั้งสองนี้ เป็นมหาอาณาจักรที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเมืองในประเทศทุกๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างใหญ่หลวง (รายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงของ Timeline ก็คือ ญี่ปุ่น ก็กลายสภาพจาก ฟาสซิสม์ มาเป็นประชาธิปไตย โดยการผลัีกดันของ สหรัฐอเมริกา ส่วน จีน ก็กลายสภาพจาก ทุนนิยมประชาธิปไตย (สมัยเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้) มาเป็น คอมมิวนิสต์ ผ่านการผลักดันโดย สหภาพโซเวียต– แต่ก็มีลักษณะการบริหารประเทศและเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ใต้การเมือง คอมมิวนิสต์ แบบปัจจุบัน - การเปลี่ยนแปลงทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงเดียวกันคือ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง– ดร.พร)

Koolhas เริ่มต้นการพูดด้วยการบรรยายถึงชีวิตในวัยเด็กของเขา เมื่อตอนที่เขาอายุแปดขวบ ครอบครัวของเขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่เมือง จาการ์ตา ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในเมืองที่มีโครงสร้างที่เรียกว่า Kampongs เป็นรูปแบบที่หาได้ทั่วๆ ไปในประเทศอินโดนีเซีย ที่เมืองจาการ์ตานั้น มี Kampongs ที่หนาแน่นที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขารู้สึกได้ว่า บ้านเมืองในอินโดนีเซียสมัยนั้นมีความเป็น Modern มากกว่า Holland ที่เขาจากมา และสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดที่เขาจำได้อย่างหนึ่งก็คือ คนอินโดนีเซียคิดถึงชาวญี่ปุ่นในครั้งนั้น(อย่างน้อยก็ในช่วงที่ญั่ปุ่นบุกเขามาตอนแรก)ว่า เป็นผู้มาปลดปล่อยพวกเขา

คนญี่ปุ่นได้เข้ามาปกครอง และพยายามที่จะสร้างระบบการขนส่ง ที่เรียกว่า Lebensraum ขึ้นมา ซึ่งเหมือนกับที่ คนเยอรมันมี Autobahns โดยสถาปนิกและวิศวกรญี่ปุ่นได้ทำการปรับเปลี่ยรูปแบบเมืองใหม่หมดในดินแดนยึดครอง มีการสร้างถนนใหม่และทางรถไฟ เพื่อทำการเชื่อมต่อเขตที่สร้างใหม่กับเขตเมืองเก่า เราอาจจะมองได้ว่า นี่เป็นเหมือนอาชญากรรมที่คนต่างชาติเข้ามายึดครองแผ่นดินแล้วสร้างอะไรตามใจชอบ แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ สถาปัตยกรรมถูกนำมาใช้ในการประกอบอาชญากรรม มาผสมกันจนแยกไม่ออก ลัทธิฟาสซิสม์ของญี่ปุ่นนั้น เป็นเหมือนคลื่นลูกที่สองของการเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมในเอเชีย หลังจากยุคล่าอาณานิคมของยุโรป การขยายตัวของจักรวรรดิญีุ่ปุ่นนั้น อย่างน้อยในทางทฤษฎี็ก็เป็นที่เชื่อถือว่า เป็นการพัฒนามาจากการวางผังแบบใหม่ ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาทางการออกแบบสถาปัตยกรรมให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และจุดนี้ Koolhaas ได้มาถึงประเด็นสำคัญที่ว่า “สงครามเป็นสิ่งที่เจ็บปวด แต่เป็นสิ่งที่เป็นผลบวกต่อวงการสถาปัตยกรรม เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยรวมเท่าใด เป็นสถาปัตยกรรมที่มาจากความเป็นเผด็จการ (ใช้คำว่า Autocratic) ไม่ได้เคารพสิทธิมนุษยชน โดยที่สถาปนิกได้รับอำนาจอย่างมหาศาลมาจากผู้มีอำนาจเพียงแหล่งเดียว

ประเด็นนี้ได้รับการกล่าวไว้ใน หนังสือชื่อ Delirious New York ในปี 1978 โดย Koolhaas บอกว่า “The Grid” ซึ่งเป็น การวางผังเมืองให้ถนนตัดเป็นตาราง ของ ถนนตั้ง 13 เส้น (Avenues) และ ถนนขวาง 156 เส้น (Streets) เป็นสิ่งที่ทำให้เกาะแมนฮัตตัน (Manhattan) มีลักษณะพิเศษอย่างมาก (สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่เคยไป Manhattan ก็อยากจะอธิบายสั้นๆว่า เกาะ Manhattan เป็นส่วนหนึ่งของเมืองชื่อ New York City ที่หลายๆ ท่านอาจจะได้ดูในหนัง Hollywood เป็นเกาะที่เล็กมาก แต่ถูกใช้ประโยชน์ทุกตารางนี้ว และทางใต้ของเกาะที่เป็นบริเวณที่เรียกว่า downtown นั้นก็คือ ที่ตั้งของ World Trade Center ที่ถูกทำลายไปแล้วนั่นเอง-ดร.พร) Koolhaas บอกว่า Grid บนเกาะ Manhattan นี้ เป็นสิ่งที่เป็น การวางแผนที่กล้าหาญที่สุด (most courageous act) ในโลกตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร แต่เป็นการกระทำตามใจของผู้ปกครอง (จริงอยู่ว่า สหรัฐอเมริกามีเป็นประชาธิปไตยมาตลอด แต่โดยการปฎิบัติแล้ว ในยุคโบราณ ผู้ปกครองก็ทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่ฟังเสียงประชาชนเหมือนกัน – ดร.พร) แต่ผลที่ออกมาก็เป็นสิ่งที่ดี

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ Koolhaas ให้ก็คือ Rotterdam ในประเทศ Holland ที่จะไม่มีทางเป็นเมืองที่เป็นแนวหน้าทางสถาปัตยกรรมของประเทศและของโลกได้เลย ถ้าไม่ถูกนาซีเยอรมัน ถล่มเสียราบคาบในปี 1940 เราคงไม่มีทางปฎิเสธได้ว่า อาณาจักรของการล่าอาณานิคม ไม่ว่าจะยุคสมัยใดนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เด็ดขาด เป็นอย่างมากในเชิงสถาปัตยกรรมและผังเมือง

กลับมามองที่ การล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น เราก็เห็นชัดว่ามีกลุ่มสถาปนิกรุ่นเยาว์ที่ได้ประโยชน์จากการที่มีพื้นที่ใหม่เปิดให้ หนึ่งในสถาปนิกรุ่นเยาว์กลุ่มนั้นก้คือ Mr.Kenzo Tange ซึ่งต่อมาเป็นบิดาของ Metabolist Movement ในญี่ปุ่น (จะกล่าวขยายความต่อไป) เป็นกลุ่มสถาปนิกรุ่นใหม่ไฟแรงในเวลาต่อมา ในช่วงหลังสงคราม รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยในญี่ปุ่น ก็จะมีระบบการตัดสินงานประกวดแบบโดยใช้กรรมการที่ลำเอียงสุดขั้ว Koolhaas บอกว่า Kenzo Tange นั้นเป็น “The True Manchurian Candidate” (หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ชมภาพยนต์ ชื่อนี้เมื่อสองปีที่แล้ว นำแสดงโดย Denzel Washington แต่ความหมายของๆคำๆนี้ คือ บุคคลที่ผ่านการล้างสมองอย่างเป็นระบบจนทำให้เกิดเป็นลักษณะของ อีกหนึ่งบุคลิกภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวคนๆนี้ และจะถูกนำออกมาเมื่อถึงเวลาที่ผู้ควบคุมที่ทำการล้างสมองนั้น ต้องการ – ดร.พร) Kenzo Tange เ็ป็นคนที่ยอมรับระบบ Corruption อันใหม่นี้ และทำร่วมมือร่วมใจกับ รัฐบาลใหม่ที่แตกต่างจากรัฐบาลเผด็จการในอดีตในเรื่องของระบบวิธีการได้ และทำให้ญี่ปุ่นได้ทำการประกาศตัวเองเป็นผู้นำในโลกของสถาปัตยกรรมของโลกได้ โดยตัวเขาเองได้รับการสนับสนุนอย่างสุดชีวิตโดยรัฐบาลกลางและนักเขียนหลายๆ คน และทำให้กลุ่ม Metabolist ได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมากในปี 1960 ที่ World Design Conference และไปถึงจุดสุดยอดในปี 1970 World Fair ที่ญีั่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนของ Sony และบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ และงานในครั้งนั้น ทุกอณูในเชิงสถาปัตยกรรมก็รายล้อมรอบอยู่กับ Superstar ชื่อ Kenzo Tange เพียงคนเดียว

หลังจากที่ได้เข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนได้ทำการวางผังเมืองและสร้างเมืองออกมาในรูปแบบที่เหมือนกับ สหภาพโซเวียต สมุดปกแดงของ เหมาเจ๋อตง มีภาพหมู่บ้านที่อยู่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์และมีปล่องไฟ ซึ่งปัจจุบันเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไปทั้งประเทศตามบ้านนอก สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเด็ดขาด รุนแรงตามสไตล์ของลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนประเทศฝั่งซ้ายทั่วไป แต่ยุคที่เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจริงๆ คือ จีนภายใต้การนำของเติ้งเสี่ยวผิง “to get rich is glorious” หรือ จะแปลง่ายๆ เป็นไทยว่า ยิ่งรวยยิ่งดี และนั่นก็เป็นคติพจน์ ที่มาจากผู้นำสูงสุด และผลที่ออกมาในตัวภาพพจน์ของเมืองก็คือ การวางผังอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างอย่างรวดเร็วมากซึ่งปัจจุบันเราแทบจะไม่ได้เห็นภาพเก่าๆ จากหนังสือของประธานเหมาอีกแล้ว

Koolhaas ได้ทำการศึกษา โครงการ Pearl River Delta ซึ่งเป็น(เขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมพิเศษ ของประเทศจีนที่ทำขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตในฝั่งจีน และ back up ทางการเงินจากเงินลงทุนจากต่างชาติซึ่งผ่านมาทางฮ่องกง – ดร.พร) ห้าเมือง รวมกับเมืองของฮ่องกง และหมาเ๊ก๊า ซึงปัจจุบัน เมืองทั้งสามประชากร 20 ล้านคน แต่ในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า อาจจะมีเพิ่มเป็น 36 ล้านคน หรือ 40 ล้านคนในอนาคต ซึ่งจะเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นใน Pearl River Delta นั้น Koolhaas บอกว่าเป็นสิ่งที่ ไม่ได้ต่างกับที่เกิดขึ้นในแมนจูเรียเมื่อ 65 ปีที่แล้ว ซึ่งในแมนจูเรียนั้น พื้นที่ถูกกวาดอย่างเรียบวุด โดยไม่สนว่าใครอยู่ตรงนั้น พิ้นที่ธรรมชาติถูกปรับใหม่อย่างเด็ดขาด ไม่ฟังเสียงใคร มีการสร้างถนน ทางด่วน ทางรถไฟ การจัดแบ่งผังเป็นไปในระบบของพรรคคอมมิวนิสต์ การจัดการกับเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวนี้ จริงๆแล้วถ้ามองอีกด้านก็เป็นการพัฒนาอีกขั้นหนึ่งของวิสัยทัศน์ประธานเหมานั่นเอง สิ่งที่แตกต่างกันก็คือปัจจุบันการพัฒนานั้นนำมาซึ่งเงินตราให้กับสมาชิกของพรรคและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งในสมัยก่อนเป็นสิ่งที่ขาด และเงินเหล่านั้นก็ถูกนำมาใช้ซื้อเครื่องมือที่ก้าวหน้าในทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำในสิ่งที่ขวานและเคียวไม่มีทางทำได้ (ขวานและเคียวคือเครื่องหมายของลิทธิคอมมิวนิสต์)

JAPANESE MODERNITY: METABOLISM

เคนโซ ตังเงะ (1913-2005) เป็นคนที่ไม่ชอบทั้งการที่จะกลับไปสู่วัฒนธรรมดังเกิม แต่ก็ไม่อยากที่จะทำตัวเหมือน International Modern เขาพยายามที่จะหาหนทางใหม่ Kenzo Tange เป็นคนที่มาเป็นแรงบัลดาลใจให้กับ สถาปนิกรุ่นต่อมาเช่น Noriaki Kurokawa และ Tadeo Ando โดยวิธีของ Tange คือการ ใช้สัญลักษณ์ใน สถาปัตยกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น มาทำการประกอบกันด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ การก้าวกระโดดไปสู่สถาปัตยกรรม modern แนวใหม่ที่เป็นเอกลักษณฺ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่นเอง โครงการที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดโครงการหนึ่ง ได้แก่ Tokyo Bay Area เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นว่าคนเอเชียสามารถที่จะแซงหน้าสิ่งที่ชาวตะวันตกเชื่อว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของเขาได้ เพราะตัวอย่างที่อลังการสูงสุดในโลกตะวันตกในขณะนั้นคือ New York City ซึ่งเป็นการสร้างบนเกาะมีการรุกเข้าไปในน้ำทะลบ้าง แต่สำหรับโครงการของ Kenzo Tange นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นการ Taming the water (แปลตรงๆว่าทำให้ ผิว“น้ำ”ทะเล ที่เหมือนสัตว์ป่า มาทำให้เชื่อง กลายเป็นสัตว์เลี้ยงได้ – ดร.พร) ซึ่งปัจจุบันโครงการที่จะเปรียบเทียบกันได้ก็คือ โครงการภายใต้วิสัยทัศน์ของประธานาธิบดี ลี กวน ยู เท่านั้นที่จะเข้าใกล้ Metabolism ได้เท่านั้น ซึ่งก็แน่นอนว่า เป็นการปกครองแบบเผด็จการ ภายใต้กฎเหล็กเช่นกันสำหรับประเทศสิงคโปร์

(ขอขยายความเรื่อง Tokyo Bay Project หน่อยนะครับ สำหรับ โครงการนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานของลัทธิ Metabolism อย่างสูงสุดเพราะเป็นเรื่องของ “เมือง” โครงการนี้มีการสร้างถนนเป็นโครงข่ายเหมือน กิ่งก้านของต้นไม้ เป็น Freeform และก็จะเป็น Form หลักที่จะ Copy ต่อๆ กันไปเป็น Unit ที่มีการเชื่อมโยงกัน กลายเป็นป่า แต่การออกแบบให้เป้นลักษณะนี้ก็มีปัญหาตามมาหมือนกันเพราะว่า ความต้องการที่จะให้มีความ Complex และมี Character พิเศษในทุกๆ มุมมอง เหมือนกับสิ่งมีชีวิต (ต้องไปดูงานของ Michael Sorkin) แ่ต่ก็ ต้องอยู่ภายใต้กฎของความเรียบง่ายเรื่องงานระบบ เรื่องการจราจร และเรื่อง Hierarchy ของพื้นที่ ตามหลักการออกแบบเืมือง แต่ก็ได้รับการกล่าวชมเชยโดยนักทฤษฎีผังเมืองชื่อดัง Christopher Alexander เมื่อปี 1965 ใน เอกสารชื่อ “A City is not a tree” ซึ่ง Alexander ได้บอกว่า แม้ว่าจะดูซับซ้อนแต่ก็มีหลักการดำเนินงานที่ตรงไปตรงมา แต่ก็วิจารณ์่ว่า Kenzo Tange ไมได้คำนึงถึงเรื่องการเจริญเติบโตมากเท่าที่ควร หลายๆ คนก็เอางานของ Tange เรื่อง เมืองทีมี Form มาจาก ต้นไม้ หรือสิ่งมีชีวิต มาพัฒนาต่อ หนึ่งในนั้นคือ Arata Isosaki อันนี้มาเป็นต้นไม้จริงๆ เลย)

CHINESE MODERNITY?

สำหรับกรณีของจีนนั้นแตกต่างออกไป โดยในการประชุมครั้งที่ Koolhaas เข้าร่วมนี้ สถาปนิกและนักวิจารณ์ชื่อดังของจีน Zheng Shiling ได้กล่าวว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นได้มุ่งไปสู่สถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่เป็นของตัวเอง การเจริญเติบโตอย่างมหาศาลของอุตสาหกรรมก่อสร้างในจีน ไม่ได้ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมจีนแบบใหม่แต่อย่างใด จะเห็นได้ชัดจากตัวอย่างของ โอลิมปิคในปี 2008 ที่จะจัดที่ประเทศจีน นั้น สถาปนิกจากทั่วโลก เช่น Norman Foster, PTW, Herzon & de Meuron ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ แต่ไม่มีสถาปนิกชั้นนำของจีนเข้ามาร่วมเป็นแถวหน้าแต่อย่างใด มีแต่มาเ็ป็นสถาปนิกร่วม (Architect of record) ซึ่งก็หาเหตุผลได้ยากว่าเป็นเพราะอะไร บางคนบอกว่าสถาปนิกจีนเน้นเรื่องปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะว่า รัฐบาลของจีนมีความตั้งใจอย่างมากที่จะให้จีนยืนเด่นบนแผนที่โลก และการที่จะให้โลกได้ยอมรับ ก็คือการที่จะต้องมีสถาปนิกนานาชาติมาร่วมออกแบบในโครงการนี้ ซึ่ง Zheng ก็ยอมรับอย่างเศร้าใจ

CCTV = BIGNESS = REMOLOGY

งานชิ้นโบว์แดงของ สำนักงาน OMA ของ Rem Koolhaas นั้น ได้แก่ อาคารสำนักงาน CCTV (China Central Television) หรือ โทรทัศน์กลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นอาคารสูง 230 เมตร มีพื้นที่อาคารประมาณ 360,000 ตารางเมตร เป็นสถาณีที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลที่สุดในประเทศจีน (มีตั้งแต่รายการที่มีเนื้อหาของรัฐบาล ข่าว และการให้การศึกษาอื่นๆ มีบันเทิง รวมทั้งหมดมี 16 ช่อง รวมทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสเปญและภาษาฝรั่งเศส – ใครอยากดูอาคารหลังนี้ลองหาดูใน Internet นะครับ) อาคารหลังนี้เป็น การประกอบกันของรูปทรงที่แรงมากที่เป็น volume ยาว ทั้งทางตั้งและทางนอน เป็นโครงการที่ตั้งอยูี่่ในเขตเมืองที่มีอาคารสูงปนอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปตั้งอยู่กลางทุ่งโล่ง เป็นแท่งสูงเสียดฟ้า รูปทรงที่ออกมา Koolhaas ไ้ด้บอกว่า ต้องการที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของอาคารสูงที่ส่วนใหญ่ต้องการไปสู่ฟ้า แต่อาคารหลังนี้ให้เหมือนกันหันมาคุ้มครองคนบนพื้นดินบ้าง อันเป็นปรัชญาของโลกตะวันออกอย่างหนึ่ง

ในหนังสือ S,M,L,XL นั้น Koolhaas ได้อธิบายเรื่องเกี่ยวกับ คำว่า “ultimate architecture” อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้สถาปัตยกรรมไปสู่จุดที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่ให้ความรู้กับคนในสังคม Koolhaas ได้ให้คำหลักๆว่า “Bigness” โดยเริ่มต้นตั้งแต่ เกือบร้อยปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการปฎิวัติของวงการศิลปะ ที่เรียกว่า “Modernist Revolution” ซึ่งในช่วงนั้นก็มี Picasso, Marinetti และ Joyce ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเน้นรูปทรงบางประการและการสื่อความหมายที่่ลึกซึ่งมากขึ้น เป็น abstract และ symbol มากขึ้น Picasso เน้นเรื่องการวาดภาพแบบ สองมิติที่มีการเหลื่อมกันระหว่าง เส้นสายและสี Joyce เน้นไปในด้านงานเขียนโดยการมุ่งโจมตีหลักการการใช้ภาษาเก่าๆ มีการปรับเปลี่ยน ภาษา สัญลักษณ์ และ งานพิมพ์ Marinetti ซึ่งเรียกว่าเป็นผู้นำของ Italian Futurists ทำการปฎิวัติวงการโดย เน้นเรื่อง การสร้างการเคลื่อนไหว และความรู้สึกของความเร็ว ลงไปใน Form ที่หยุดนิ่ง
ด้วยการ Contribute (แปลเป็นไทยได้ไม่ตรงครับ คำนี้) ต่อสังคมของ Mies van der Rohe, Gropius และ Frank Lloyd Wright สถาปัตยกรรม ได้เข้าสู่ยุคของการทดลองหรือ Experiment ซึ่งเป็นยุคที่ Koolhaas ได้จับแยกออกมาเป็น ห้าส่วน; โดยเป็นการค้นหา 1) ในเรื่องการขยายส่วนในการทำซ้ำ (Multiplicity) 2) เรื่องของตัวรูปด้าน (Elevation) 3) ลักษณะของรูปด้าน (Façade) 4) การแยกส่วนของพื้นที่เมือง (Disintegration of Urban Tissue) และ ส่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ 5) จริยธรรมใหม่ ที่ต้องไปมากกว่า กรอบของ ความดีและความเลว หัวข้อทั้งห้าเหล่านี้เป็นการเปิดทางไปสู่ “Bigness” ของ Rem Koolhaas เปรียบเทียบสถาปัตยกรรมที่ใหญ่ผิดปกติเหล่านี้โดยใช้คำว่า Nietzschean ซี่งหมายถึง มนุษย์ที่ถูกสร้่างขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงยีนให้มีความแข็งแกร่ง ฉลาด และมีคุณสมบัติเพรียบพร้อม เหนือมนุษย์ทั่วไป และแก้ปัญหาข้อเสียทั้งหมดของมนุษย์ไป สำหรับในกรณีของ สถาปัตยกรรม ก็คือการไปสู่จุดที่ใหญ่เหนือมนุษย์ ห่างไกลจากความเป็น scale ของมนุษย์ (inhuman quantity) เพราะคนที่สร้างสถาปัตยกรรมชนิดนี้ขึ้นมา มีจุดมุ่งหมายในการที่จะสร้างสถาปัตยกรรมให้ มีลักษณะใหญ่โต มโหฬารดังกล่าว ดังนั้น จะเป็นไปได้มั้ยว่าอาคาร CCTV ที่ Koolhaas ออกแบบนั้นเป็นสิ่งที่จะเป็นผลลบ คำตอบของ Koolhaas ก็คือ ไม่จริง เพราะ Koolhaas สรุปว่า สถาปัตยกรรมนั้น มาคู่กับความเป็น อาชญากรรม (Crime) มาคู่กับความบ้าอำนาจ (Despotic Regime) เพราะนั่นคือหนทางที่มันจะไปสู่ความเป็น Bigness ซึ่ง CCTV ก็เป็นอาคารที่ ใหญ่ที่สุด ในชีวิตการทำงานของ Rem Koolhaas ซึ่งเป็นผลสะท้อนของความเป็น Remology (การศึกษาทาง Rem Koolhaas = Rem + Ology เหมือนกับ Sociology, Biology)

Down Fall of The Sky Scraper

ประวัติศาสตร์ของอาคารสูงเสียดฟ้า หรือ Skyscraper นั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่มีการพัฒนามุ่งไปทางตะวันออก โดยเริ่มต้นมาจากปี 1920 ในมหานคร นิวยอร์ค และชิคาโก และมุ่งไปสู่ยุโรป ไปสู่อัฟริกา และหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองก็ไปสู่เอเชีย ในระหว่างที่ค่อยๆคลืบคลานไปนั้น ประโยชน์ใช้สอย และการสื่อความหมายก็เปลี่ยนไป อาคารสูงระฟ้านั้นถูกใช้เป็นเครื่องหมายและเครื่องมือของลัทธิทุนนิยมเสมอ แต่ลัทธิทุนนิยมก็ไม่ได้ใช้มันโดยตรง หรือไม่ได้มีอิทธิพลต่อการสร้างให้อาคารสูงเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดภายใต้ความเชื่อของลัทธินี้แต่อย่างใด ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แ่ก่อาคาร Seagram ที่มหานครนิวยอร์ค ซึ่งเป็นเครื่องจักรทุนนิยม ทำจากเหล็กกล้าและกระจก เป็นการเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างที่ว่างและเวลา (ขอขยายความหน่อยว่า อาคาร Seagram นี้เป็นอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารที่มีค่าก่อสร้างต่อพื้นที่แพงที่สุดในโลก สาเหตุเพราะเรื่องการ Set back ที่ Mies Van De Rohe บอกให้ Set ไปทั้งแผง เกิดเป็น Plaza หน้าอาคาร ขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก ในขณะที่อาคารอื่นๆ ใช้วิธี ค่อยๆ set back เป็นขึ้นบันได้ เพื่อจะได้พื้นที่เต็มขั้น Plaza ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้คนเห็นอาคารได้อย่างอลังการแต่ในขณะเดียวกันก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา ตามสไตล์ โมเดิร์น ทีล็อคตัวเองอยู่ในช่วง 60s – 70s จนกระทั่งค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็นทางเท้า ที่มีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้น ต้องไปเปรียบเทียบกับ Rockefeller Sunken Plaza – ตัวอาคารของ Seagram เองนั้นมีการคิดเรื่อง Model ของ Mullion กระจก การปรับพื้นที่ให้ flexible การให้แสงธรรมชาติ เป็น in side out และ out side in ที่ perfect ที่สุดอันหนึ่งของโลก คนที่รู้เรื่อง Mies มากที่สุดคนหนึ่งที่ผมรู้จักในที่นี้ คือ คุณศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ ลองให้ท่านมาอธิบายดู) ในขณะเดียวกัน อาคารที่เราเห็นอยู่ในปัจจุุบันนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มอาคารสูงใหม่ของเมืองเซี้ยงไฮ้ เป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาส่วนใหญ่เพื่อจุดประสงค์เพียงมิติเดียวคือ เพื่อความเทห์ Oriental Pearl TV Tower เป็นสิ่งที่ชัดมาก เพราะเป็นอาคารที่เป็น กลุ่มรูปทรงที่ดู แปลกตา นักท่องเที่ยวต้องมารุมดู เป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ แต่ภายในแทบจะไม่มีพื้นที่ใช้สอยที่มีความหมายใดๆ เลย ถ้านี่คืออาคารสูงที่เป็น ผลสะท้อนของเศรษฐกิจ ไปตามกระแสตลาด เป็นเหมือนกับการสนองความอยากตามแต่ตัณหาจะพาไป (Rem Koolhaas ใช้คำว่า Viagra-Potency) สิ่งที่ Koolhaas พยายามทำกับ CCTV ทีออกแบบคือการ ทำลายแนวคิดตรงนี้ลงไป (แนวคิดเดิมๆ Koolhaas ใช้คำว่า Banality) เป็นสิ่งที่ โลก Communist ของจีนที่ดำเนินไปด้วยเชื้อเพลีงของทุนนิยมจะต้องทำการทดลองค้นคว้าต่อไป (Exploration) แต่สรุปแล้ว ถ้าจะให้เปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาด ไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้อง ฆ่าอาคารสูงระฟ้าเท่านั้น (Kill The Skyscraper)

WELCOME TO PHOTOSHOPOLIS!

ถ้าจะมีสิ่งที่เป็นประเด็นหลักในงานเขียนของ Rem Koolhaas เรื่องที่น่าสนใจก็คือ เรื่องของ “ตรรกะ” ของเมืองในปัจจุบันที่ต่างกับสมัยก่อน เป็น ตรรกะ หรือ Logic ที่เขาหยิบยกมาใช้ตลอด Koolhaas ไม่ได้สนใจการจะสร้างความชัดเจนให้กับสิ่งที่เขานำเสนอ แต่เขาสนใจที่จะให้ผู้ชมตีความสิ่งที่เขาเสนอเอาเอง เขาได้เขียน ประสบการณ์ และมีการนำภาพถ่ายของสัญลักษณ์ หรือสิ่งของต่างๆที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยได้ิยินมาก่อนมาให้กับผู้ชม โดยเนื้อหาก็จะพันไปถึงเรื่องของ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และ สถาปัตยกรรม ซึ่งจะมีการส่งผลมาถึงตัว Form ที่เห็น เป็นผลลัพท์สุดท้าย

ถ้าเช่นนั้น อะไรเป็น Influences (ใครช่วยแปลคำว่า Influences หน่อยครับ ไม่ได้แปลว่าผลกระทบ) ที่ทำให้เกิดเมืองสมัยใหม่ในประเทศจีน ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ Pearl River Delta, Shanghai และ Beijing เพราะ Koolhaas มักจะทำให้เรามึนงงเสมอด้วย คำถามอันมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เขา ได้พบ ฟัง และรู้สึก มันฟังดูแปลกมั้ยที่ ศูนย์กลางของเมือง (City Center) ของเมือง เสิ่นเจิ้น คือ สนามกอล์ฟ, อะไรคือการกำหนดคำจำกัดความของคำว่าอาคารระฟ้า (Skyscraper) ในเมือง (Urban) ทั้งๆที่ อาคารสิบชั้นในจีนคืออาคารที่สร้างอย่างปกติใน ชานเมือง แล้วอะไรที่ทำให้ รัฐบาลและกลุ่มธุรกิจไม่สนใจผลเสียใดๆ ว่าทางด่วน Wu ซึ่งแพงมาก และแทบไม่ได้แตะพื้นเลย และเป็นทางด่วนที่ไม่ได้มุ่งไปที่ไหนเลย

Koolhaas ไม่ได้ตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เกิดสภาวะของแนวคิดในระดับ Conceptual กับสิ่งต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่แต่แทบจะไม่ได้ตอบสนองอะไรเลยเหล่านี้ Koolhaas ใช้คำว่า POTEMKIN CORRIDORS หรือ POTEMKIN CITIES (ความหมายของ Potemkin มาจาก คำว่า Potemkin Village หรือหมู่บ้านของ Potemkin ซึ่งเป็นชื่อของ Grigori Alexandrovich Potemkin ขุนนางและนักรบสมัย สมเด็จพระราชินี แคเธอรีนมหาราชแห่งรัสเซีย หลายกระแสบอกว่าเป็น Lover พระองค์ด้วย เป็น โดยครั้งหนึ่งได้ทำการก่อสร้างหมู่บ้านปลอม ท่าเรือปลอม ป้อมปลอม เพื่อให้สมเด็จพระราชีนีเกิดความประทับใจ ถ้าจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยก็คือการจัดหมู่บ้าน ตกแต่งให้ดูว่าเจริญแล้ว เพื่อรับนักการเมืองหรือรับเสด็จ นั่นเอง หมายถึงการก่อสร้างให้ดูดี แต่เป็นของจอมปลอม ไม่ได้สะท้อนการพัฒนาที่แท้จริง) ประเทศจีนนั้น มีหลายกรณีมากที่เป็นแบบนี้ การเจริญเติบโตที่ไม่ได้เป็นผลสะท้อนมาจากความต้องการที่แท้จริง แต่เหมือนเป็นการสร้างภาพ ทำให้เกิดสูญเสียลักษณะเฉพาะ หรือ itendity ที่เป็นผลสะท้อนทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่แท้จริงของสังคมนั้นๆ เป็นเมืองทีดูธรรมดาๆ เหมือนทั่วๆไปในโลก ไม่สามารถมองดูแล้วบอกได้ว่าที่นี่คือที่ไหน (Generic City) มีเพียงแต่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่านั้นทีทำให้อาคารเหล่านี้ยังตั้งอยู่ แต่ไร้แรงทางวัฒนธรรมและสังคม เป็นเมืองที่มีลักษณะทางกายภาพแต่ไร้จิตวิญญาณ (Urban without Urbanity) ดูเหมือนทางรัฐของประเทศจีนจะปฎิเสธความแตกต่างของความเป็นเมือง และชนบทไปหมดแล้ว และความเป็นเมืองก็ดูเหมือนจะเกิดขึ้นมาจากความรีบเร่งของเวลา มากว่าความต้องการที่จะเข้ามาจัดการพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพแบบการเกิดความเป็นเมืองทั่วๆไปในโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเมืองหนึ่งคือ Zhouhai ที่เป็นเมืองใหม่ในประเทศจีน มีตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ ในเขตของ Pearl Delta River เขตเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ที่มีการพัฒนาสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองที่ว่างเปล่า ไม่มีพื้นที่สาธารณะ และไม่มีคนอยู่ (อันนี้ไม่ตรงกับข้อมูลของ Website ของรัฐบาลจีนว่า Zouhai เป็นเมืองในฝัน มีการวางผังและจัดระบบการพัฒนาแบบมืออาชีพ และจะเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตสูงมาก เหมาะสำหรับชาวต่างชาติจะย้ายมาเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นบ้านที่สองสำหรับนักธุรกิจต่างประเทศ - ลองดูเองว่าจะเชื่อใครนะครับ) แทนที่จะเป็นเมืองจริงๆ กลับกลายเป็นเมืองที่เหมือนกับเมือง เป็น Announcement City หรือเมืองที่ประกาศศักดา เป็นหน้าตาของประเทศ เท่านั้นเอง (กลับไปที่ Potemkin Village ใหม่)

Koolhaas ย้ำมากว่า ในระดับของความเร็วที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างเมืองใหม่ของรัฐบาลจีนนั้น Shenzhen หรือเสิ่นเจิ้นนั้น แทบจะยังไม่เป็นวัยรุ่นด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นเมืองที่มีคนมาอยู่เ้ป็นล้านๆ แล้ว เมืองเสิ่นเจิ้นนั้นไม่ใช่กรณีพิเศษ แต่เหมือนกับทุกๆ แห่งในประเทศ เป้นการออกแบบที่ทำบนเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ในบ้านเล็กๆ หรือห้องเล็กๆในครัวของ สถาปนิกเด็กที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ Koolhaas บอกว่า กลุ่มสถาปนิกจีนเหล่านี้เป็นกลุ่มสถาปนิกที่สำคัญที่สุดในโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ตอกย้ำความจำเป็นที่สถาปนิกเหล่านี้ต้องมีความเข้าใจต่อ กฎเกณฑ์ของสถาัปัตยกรรม เป็นอย่างมาก (นึำกถึงประเทศไทยสมัย เศรษฐกิจปาฎิหารย์ ก่อนปี 1997 ที่เด็กจบใหม่ได้ออกแบบ Condo สามสิบชั้น แต่ที่นีคือออกแบบเมืองเลย) ถ้าไม่เช่นนั้น จะเป็นปัญหาที่น่ากลัวมากในอนาคต (เพราะเมื่อถึงเวลาทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มเสีย เริ่มเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็วพร้อมกันทั้งประเทศเหมือนกัน)

สิ่งที่มีขนาดใหญ่และต้องการความรวดเร็วในการออกแบบเช่น เมืองในประเทศจีนนี้ ไม่สามารถทำให้ออกมาอย่างมีคุณภาพด้วย กระดาษและดินสออีกต่อไป แต่ทุกๆคนก็ต้องหันมาใช้ คอมพิวเตอร์ AutoCAD หรือถ้าดีกว่านั้นคือ PHOTOSHOP ซึ่งเป็น เครื่องมือที่รวมทุกๆอย่างที่คนจะจินตนาการได้เข้ามาในกรอบภาพกรอบเดียว การตัดแปะอาคารสูง 200 เมตร สร้างขึ้นมาภายใน 20 วัน เป็นเรื่องปกติไปแล้ว และการออกแบบด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดผลกระทบที่ค่อนข้างน่ากลัวต่อเมือง การตัดและแปะไม่ได้ทำให้เกิดความเป็นเืมืองซึ่งควรจะเป้นการรวมตัวกันของ สไตล์และฟอร์มที่หลากหลาย แต่รวมตัวกันเป็นหนึ่งลักษณะไปในทางเดียวกัน (Koolhaas ใช้คำว่า Melodic Coexistence) เมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วย Photoshop เป็นสิ่งที่ดูดีแต่ยากที่จะเิกิด ความเป็นหนึ่งลักษณะดังกล่าวได้ แต่กลับกลายเป็น ความแตกต่างที่เป็นความวุ่นวายและน่าจะนำไปสู่หายนะ (City of Exacerbated Difference)

IS OMA GETTING OLD?

Koolhaas ปิดการบรรยายด้วยการยอมรับ ว่าหน่วยงานของเขา (Koolhaas ไม่ใช้คำว่า Office หรือ Company แต่ใช้คำว่า Bureau เหมือนกับความเป็น ราชการที่ทำงานเพื่อสังคม) เริ่่มที่จะทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำเลย เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เช่น การทำโครงการอนุรักษ์เขตวัฒนธรรมพิเศษในประเทศจีน การตัดสินใจที่ท้าทายมากว่า จตุรัส Hutongs ควรจะกลายเป็นอาคารสูงระฟ้า หรือจะเป็นบ้านโบราณไว้ให้อนาคตของชาติได้เห็น

สิ่งที่เป็นปัญหากับระบบการอนุรักษ์คือ คนจะมองว่าเป็นเรื่องของอาคาร เรื่องของรูปร่างหน้าตา น่าเสียดายที่เราไม่สามารถ อนุรักษ์แนวทางการใช้ชีวิตของคนไว้ได้ บ้านเก่าๆ เหล่านี้ ต่อไปก็จะไม่มีใครอยูเพราะสภาพของเมืองจะผลักคนเหล่านี้ออกไป Koolhaas กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการอนุรักษ์น่าจะเป็นทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงแต่เปลือก สภาพชีวิตของคนที่อยู่ในอาคารเก่า วิถีชีวิตของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเห็นความแตกต่าง แต่ไม่ใช่การห้ามการสร้างของใหม่ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ท้าทายมากต่อไปในอนาคต

Theme และ Boutique

ผมยังคิดว่าทั้งสองคำ Link ไปกับอาคารทางด้านโรงแรม เพราะไม่เคยได้ยินว่า โรงพยาบาล โรงเรียน สถาณีตำรวจ หรือ อาคารราชการจะเป็น Theme หรือ Boutique อะไร

เท่าที่เคยทำมา คำว่า Theme นั้นเป็นสิ่งที่ คนส่วนใหญ่มี Perception หรือภาพ ในใจอยู่แล้ว เช่น Theme ทะเลใต้ Theme ละครสัตว์ นั่นจะไปเกิดในโรงแรมที่จะมีการจัดไปในทางเดียวกันหมด ตั้งแต่การตกแต่ง เครื่องแบบพนักงาน และ ข้าวของเครื่องใช้ไปในทางเดียวกันหมด การลงทุนมหาศาล ค่า Maintaintenane มหาศาล หลายๆ สิ่งทีทำขึ้นต้องเป็น Custom made คือสั่งทำพิเศษ ดังนั้น ถ้า order เป็น lot เล็กๆ ก็ไม่คุ้ม ซึ่งหมายถึงว่า Theme Resort นั้นจะต้องเป้นโรงแรมที่ใหญ่มากๆ มีเป็นพันห้อง เหมือนเนรมิตให้คนไปอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่ง ตามลักษณะตลาดนั้น ตอนนี้เบาบางลงไปแล้ว คนกำลังเข้าสู่สไตล์ใหม่ๆ Theme Resort ที่ชัดเจนมากก็อย่างเช่น Venetian แห่งเมือง Las Vegas ก็คือ Theme เป็นเมือง Venice เลย เอา Venice มาตั้งไว้ในทะเลทราย, Caesars Palace แห่งเมือง Las Vegas ก็มี Theme เป็นโรมัน ทหารโรมันเดินไปมาในโรงแรม อะไรแบบนั้น

คำว่า Boutique นั้นเป็นอีกเรื่อง คือตอนนี้ใครๆ จะเปิดโรงแรม หา Furniture สวยๆ ทำแสงสลัว แล้วแต่ง Minimal หน่อยก็จะเรียกตัวเองว่าเป็น Boutique แล้ว แต่ในส่วนตัว และเคยได้คุยกับเจ้านายที่ออกแบบโรงแรมมา 30 ปี บอกว่า คำว่า Boutique ถ้าจะให้ Valid จริงๆ ต้องออกมาจากการออกแบบ Space เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใครจริงๆ คือต้องเป็น Structure และ Architecture ไม่ใช่ Skin และ Interior เ่ท่านั้น ว่าง่ายๆ ก็คือ ถ้าไปซื้อตึกเก่า เอาสี Paint แ่ต่งผนัง ทำแสงสวยๆ เอา โซฟา Design แรงๆ มาวาง แต่ห้องเป็นสี่เหลี่ยมธรรมดา อันนี้ไม่ใช่ แต่ถ้าเข้าไปในห้องพักที่โรงแรม มี อ่างอาบน้ำอยู่กลางห้องเลย หรือมีห้องน้ำไปอยู่ติดหน้าต่าง มีเตียงลอยอยู่เหนือสระน้ำ อะไรแบบนี้คือ Design From the beginning ซึ่งมันไม่เหมือนใคร นี่คือ Boutique

แต่อย่างว่า มันไ่ม่ใช่ Legal Term ทุกวันนี้ Chain Hotel ที่ตั้งชื่อตัวเองว่า Boutique ก็ทำโรงแรมออกมา ไม่ได้ มี Design อะไรมากเท่าไหร่ ถ้า Boutique จริงๆ คงจะต้อง Recommend W Hotel Chain ทั้งหมด หรือ Standard Hotel ที่ นคร Los Angeles หรือ โรงแรมที่เป็น Adaptive Reuse ทั้งหลาย เช่นเอา อ่างเก็บน้ำเก่ามาทำโรงแรม เอาโรงงานรถยนต์มาทำเป็นโรงแรม พวกนี้จะได้ความแปลกพิสดาร ไม่เหมือนใคร

Wednesday, May 31, 2006

ตีความการประกวด Plan-less House ของ Kengo Kuma

ถ้าว่ากันตรงๆ ก็ คือ ขึ้นคำว่า Plan คือสิ่งที่ อธิบาย Lifestyle หรือแนวทางการใช้ชีวิตของเรา โดยคำที่เป็นความหมายหลักของเรื่องทั้งหมดคือคำว่า division หรือ การแบ่งออกเป็นส่วนๆ ด้วยสิ่งที่เราเรียกว่า “ผนัง” (ผนังแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นส่วนๆ) และแน่นอนว่า ถ้าเราเน้น ผนังหรือกำแพงในแบบแปลนเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่จะเตะตาเรามากที่สุดก็คือตัวผนังที่อยู่บนแปลน ที่เหมือนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับ บ้า่นหลังหนึ่ง เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

แต่ถ้ากลับไปถามคำถามง่ายๆ ว่าผนังจำเป็นต้องมีอยู่เป็นตัวแทนของความเป็นบ้านหรือไม่ ทำไมเราไม่สามารถอธิบายความหมายของความเป็นบ้านด้วยลักษณะการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ? หรือ เครื่องใช้สอยบนโต๊ะ อุปกรณ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เรียบเป็นสองมิติอย่าง วัสดุปูพื้น ซึ่งจริงๆแล้ว วัสดุปูพื้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ มนุษย์สัมผัสโดยตรงเสมอ (แน่นอนว่ารวมทั้ง กลอนประตูและที่รองนั่งในห้องส้วม) ถ้าเราจะมองความเป็นบ้านโดยการกลับมาเปรียบเทียบกับประสาทสัมผัสของตัวเราเป็นหลัก บ้านก็จะกลายเป็นความหลากหลายของพื้นผิวต่างๆแทนที่จะเป็นเรื่องของ space หรือเราจะลองมองในแง่ของความแตกต่างของอุณภูมิที่เกิดขึ้น หรือจะมองในแง่การเคลื่อนที่ของอากาศอันวุ่นวายสับสน

สิ่งที่ ทำให้ Kengo Kuma ตั้งคำถามกับความสามัญของผนังก็คือ เขาคิดว่าการที่จะต้องแบ่งชีวิตออกเป็นส่วนๆ ด้วยผนัง แต่แล้วทุกๆสิ่งก็ค่่อยๆ เปลี่ยนไป การแบ่งเป็นส่วนๆ ค่อยๆ เปลี่ยนรูปหรือลดลง ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยี เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือ การเปลี่ยนแปลที่แทบจะเกิดขึ้นตลอดเวลาของข่าวสารข้อมูลที ทำให้เราเรียรู้ตลอดเวลาจนทำให้ แนวคิดของเราเกิดความไม่หยุดนิ่ง หรือแม้แ่ต่การที่ตัว lifestyle เองหายไปในช่วงเวลาที่คุณกำลังจะสร้างบ้านในผันของคุณ (จะเป็นเพราะงานการยุ่ง มีลูก มีภาระอื่นๆ สิ่่งที่ต้องทำเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิด สิ่งที่อยากทำกลับไม่ได้ทำแล้ว ก็เท่ากับว่า Lifestyle เปลี่ยนไป ต้องหาวิธีปรับใหม่) สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด น่าจะเป็นเรื่องของจุดประสงค์ คนที่มีโอกาสที่จะออกแบบบ้าน สร้างบ้านเป็นของตัวเองนั้น มักจะมีจุดประสงค์ที่เป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใคร และมักจะมากกว่าหนึ่งประการ ถ้ามองกันให้ลึกๆ ถามคำถามให้มากๆ แล้ว จะพบว่า มันเป็นเรื่องของ สิ่งของที่อยู่ในบ้านทุกๆ ชิ้น (ผู้คนบอกว่าอยากมี ทีวีใหญ่ๆ อยากมีตู้ปลา อยากทำกับข้าวให้สนุก อยากให้ลูกมีห้องสมุด อยากมีห้องซ้อมดนตรี) ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ พื้นที่ว่างที่ถูกล้อมกรอบ สร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ

นี่คืดแนวความคิดหลักของการประกวดครั้งนี้ในการที่จะตีความบ้านใหม่ โดยฉีกให้ออกจากเรื่องของการทำผนัง แบ่งส่วน ตามการออกแบบปกติ ถ้าคุณหาเรื่องที่น่าสนใจมาก แต่เป็นเืรื่องที่เราสัมผัสอยู่ทุกๆ วันในบ้าน แต่คนมักจะมองข้าม นั่นน่าจะเป็น Concept ของคุณ (Kengo Kuma ใช้ตัวอย่างในการอธิบายมากเกินไป สิ่งที่เขาบอกเป็นแนวคิดเจ๋งๆ ทั้งนั้น แต่เท่ากับว่าเขาปิดทางเลือกพวกนั้นหมดแล้ว เพราะเขาบอกออกมาแล้ว คุณต้องคิดให้ลึกกว่านั้นอีก ห้ามถามว่าผมคิดยังไง เพราะถ้าผมบอกคุณตอนนี้ ก็เท่ากับบอก public เดี่ยวจะไป ชี้นำความคิดคุณ)

(ที่ตลกที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของ เนื้อหาที่ต้องส่ง หรือ Content เพราะว่า การอธิบาย เนื้อหาการประกวดบรรเจิดมาก แต่เวลาจะเอางานส่ง เล่นเป็นแบบ Project มี Plan (เนื้อหาว่า Plan-less House แต่ดันขอ Plan) รูปด้าน รูปตัด มีDetail มี model อะไรเสร็จ เหมือนกับว่า Practical มากๆ จะเอาไปสร้างจริงๆ ค่อนข้างขัดแย้งกับ คำบรรยายที่ Conceptual มากๆ)
ตามสัญญานะครับ ตีให้แล้ว และคิดว่าน่าจะแตก เชิญส่งประกวดซะดีๆ

ขอให้โชคดีครับ

Monday, April 03, 2006

Noah, the God has abandoned you.

แม้พวกเราหลายคนจะเป็นชาวพุทธ แต่ก็คงจะคุ้นเคยกับเรื่องใน คัมภีร์ Bible ของ โนอาห์ ผู้มีบุญญาธิการ ซึ่งได้รับบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้า ให้สร้างเรือขนาดใหญ่ ขนสัตว์ อย่างละคู่ขึ้นไปบน เรือ ก่อนที่พระองค์จะบันดาลให้น้ำท่วมโลก อันเป็นการล้างโลกให้สะอาด ปราศจากมลทิน เนื่องจากประชาชนบนโลกนั้นกระทำแต่บาปกรรม ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ อีกต่อไป และหลังจากน้ำท่วมโลกแล้ว Noah และครอบครัวก็คือมนุษย์กลุ่มเดียวที่เหลือ และเป็นบรรพบุรษของมนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกในปัจจุบัน (ตามที่ Bible กล่าวไว้)

Joke ที่ผมได้มา เป็นผลผลิตของบริษัท Carol Norby & Asociates ที่ขายวัสดุึเยอะมากใน Nevada. (แปลมาแบบงูๆ ปลาๆ ถ้าผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วบครับ) เป็น Joke ที่เกี่ยวกับว่า ถ้า Noah มีชีวิตอยู่ใน America ณ ปี 2002 และได้รับบัญชาจากพระเจ้า ให้ทำอย่างเดิม.... อะไรจะเกิดขึ้น?

ณ วันหนึ่ง ที่ปราสาทชานเมืองของ Noah (Noah นอกจากจะเป็นคนดีแล้ว ก็รวยด้วย) ชายชราผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน ทันใดนั้น พระผู้เป็นเจ้า บันดาลให้ท้องฟ้าเป็น ลำแสงส่องมาแสกหน้าของ Noah “Noah” เสียงกังวานก้องมาจากฟ้า “เจ้าจงฟังข้า นับจากวันนี้ ในอีก 1 ปี ข้าจะบันดาลให้ฝนตกทั่วโลก น้ำจะท่วมไปทุกหนแห่งจนมนุษย์ทุกผู้ตายสิ้น ข้าต้องการให้เจ้า สร้างเรือ (ARK) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีคุณธรรมและให้พ้นจากภัยในครั้งนี้ เจ้าจงน้ำสิ่งมีชีวิตอย่างละคู่ขึ้นเรือด้วย เพื่อหลังจากน้ำท่วมจะได้ให้สัตวฺ์ออกลูกหลาน สร้างโลกใหม่….เอาละ เจ้าจงไปนำ laptop มา” Noah ทำตามคำพระบัญชา วิ่งเข้าบ้านไปเอา Laptop ออกมา ทันใดนั้นพระผู้เป็นเจ้าก็ปล่อยลำแสงไปที่ Laptop เพื่อทำการ Download Spec และ Construction Document ของเรือ Ark เมื่อการ Download เสร้จสิ้น พระผู้เป็นเจ้าก็กล่าวกับ Noah ว่า “จงจำไ้ว้ให้มั่น เจ้าจะต้องสร้างเรือและระดมสิ่งมีชีวิตให้พร้อมภายใน 1 ปี” Noah ด้วยความกลัว ก็ตอบว่า “ข้าแต่พระบิดา ข้าจะกระทำการให้สำเร็จให้จงได้”

365 วันต่อมา ท้องฟ้าที่ ปราสาทของ Noah ก็ปรากฎลำแสงออกมาอีกครั้ง ในช่วงเวลากับที่ทั่วโลกเกิดฝนฟ้าคะนองครั้งใหญ่ และน้ำได้ท่วมในบางพื้นที่แล้ว แต่สนามหญ้าบ้าน Noah กลับว่างเปล่า มีเพียวชายชราผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม นั่งร้องไห้อยู่

“Noah เรือ Ark อยู่ที่ไหน?” พระผู้เป็นเจ้าถาม
“ข้าแต่พระบิดา” Noah ตอบด้วยน้ำตานองหน้า “โปรดอภัยให้ข้า ข้าได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่ข้าประสบปัญหามากมายเหลือเกิน” เริ่มแรก ข้าประสบปัญหาในการขออุญาติก่อสร้างกับทางเทศบาลนคร เพราะว่า Spec กับแบบ ของพระบิดาไมถูกต้องตามกฎหมายเลย ข้าจึงต้องไปจ้างสถาปนิกมาแก้แบบ เมื่อแก้แบบเสร็จแล้ว ข้าต้องมีความกับ OHSA (Occupational Safety and Health Administration) เนื่องจากทางกรรมการแนะนำว่า เรือ Ark ควรจะต้องมีระบบ Sprinkler ดับไฟ และระบบลอยน้ำแบบใหม่ ข้าต้องทำตามและต้องใข้ข้าใช้จ่ายมหาศาล

พอหลังจากที่การขออนุญาติเสร็จสิ้น เพื่อนบ้านของข้าก็รวมตัวกัน ประกาศว่า การสร้าง เรื่อ Ark ในสนามหน้าบ้านข้า นั้นผิดกฎหมายประเภทของการใช้ที่ดิน (Zoning) ข้าต้องไปขออนุญาติพิเศษจาก แผนกผังเืมือง (Planning Department) ของเทศบาลอีก ใช้เวลาอีกนาน และค่าใช้จ่ายอีกมาก หลังจากนั้นข้าก็พบปัญหาในการหาไม้ เนื่องจาก ทางรัฐบาลยกเลิกการตัดไม้เพื่อรักษาแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยให้สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ข้าต้องไปเจรจา กับกรมป่าไม้ (US Forest Service) ว่าที่ข้าต้องการตัดไม้ ก็เพื่อรักษาสัตว์ป่าเหล่านี้ล่ะ แต่พอข้าได้รับอนุญาติจากกรมป่าไม้แล้ว ทางกรมสัตว์น้ำ และสัตว์ป่า (Fish and Wildlife Department) ก็ไม่ให้ข้าจับสัตว์แม้แต่ตัวเดียว ก็เป็นอันว่า ข้าไม่สามารถหาสัตว์ป่าและสัตว์น้ำได้เลย

ต่อมา กลุ่มสหพันธ์ช่างไม้ก็นัดหยุดงานประท้วง ข้าต้องไปเจรจากับ คณะกรรมการแรงงานแห่งชาติ (National Labor Relations Board) ใช้เงิืนอีกมหาศาล ในที่สุด ข้าก็ได้ ช่างไม้มา 16 คน แล้วการก่อสร้างก็ดำเนินไปได้ ในขณะเดียวกัน ข้าก็พยายามเสาะหาสัตว์ที่ไม่ใช้สัตว์หายาก เช่นสัตว์ฺเลี้ยง หรือสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะจะได้ไม่มีปัญหากับกรมสัตว์ป่าอีก แต่ข้าก็โดนกลุ่ม ผุ้พิทักษ์สิทธิสัตว์ฟ้องร้อง ข้าถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าชดเชยกับสัตว์ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นเรือ ข้าต้องขายทรัพย์สินจำนวนมากเพื่อที่จะจ่ายให้สัตว์เหล่านั้น พอคดีความกับกลุ่มพิทักษ์สัตว์ จบลง ข้าต้องเจอกับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จาก Washingtong DC (Environmental Protection Act) มาที่บ้านข้า และยื่นรายงานให้ข้า แถลงว่า การก่อสร้าง ARK จะดำเนินต่อไปไม่ได้ ถ้าข้าไม่ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้กับรัฐบาลก่อน (Environmental Impact Assessment) นอกจากนี้ยังให้ข้าทำรายงานเกี่ยวกับระดับ และอาณาบริเวณของน้ำที่จะท่วมให้ทางทหารบก (US Army) ทราบด้วย โดยเมื่อข้าไปพบเขา เขาก็ขอแผนที่ว่าน้ำจะท่วมตรงไหนบ้าง เมื่อข้าส่งแผนที่โลกให้ทหารบก ว่าจะท่วมทั้งโลก ทางทหารโกรธมาก หาว่าข้ากวนTeen จับตัวข้าไปสอบสวนเสียหลายวัน และแล้ว วันที่เลวร้ายกว่าก็มาถึง เมื่อทางสรรพากร (IRS = Internal Revenue Service) ทำการยึดทรัพย์สินที่เหลือของข้าทั้งหมด เนื่องจาก ข้าตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะใช้เรือ Ark หลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลบเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ข้ายังได้รับแจ้งจากทางรัฐ อีกว่า ข้าต้องจ่ายภาษีของเรือ ARK เนื่องจากข้าไม่ได้จดทะเบียนให้เป็นพาหนะขนส่งทางน้ำ ข้าต้องจ้างทนายเพื่อต่อสู้คดี แต่แล้ว ท้ายที่สุด สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น โดยทาง ACLU (American Civil Liberties Union) ได้เรียกร้องผ่านทางศาลให้หยุดการก่อสร้าง โดยเด็ดขาดและให้ทำการรื้อถอนโดยทันที เนื่องจากทางศาลได้ตีความว่า การที่พระบิดาจะให้น้ำท่วมโลกนั้น เป็นการปฏิบัติการทางศาสนา ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตอนนเืรือก็คงไม่มีทางเสร็จแน่นอน ภายใน 5-6ปี นี้ พระบิดาได้โปรดยืดเวลาออกไปด้วยเถิด”

ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่กำลังเกิดฝนฟ้าคะนองทั่วโลก ก็หยุด กลายเป็นท้องฟ้าแจ่มใส ระดับน้ำที่ท่วมอยู่ ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว Noah มองขึ้นไปบนฟ้า อย่างมีความหวัง
“พระบิดา .....ขอขอบพระคุณพระบิดาที่ใหเวลากับข้า ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อให้เรือ Ark สำเร็จให้จงได้"
“ไม่ต้องแล้ว” พระผู้เ็ป็นเจ้าตอบกลับมา
“หมายความว่า ....พระบิดาจะไม่ทำลาบโลกกระนั้นหรือ?” Noah ถามอย่างมีความหวัง
“ไม่จำเป็น…..รัฐบาลของเจ้าทำแทนข้าไปเรียบร้อยแล้ว”

จบ

ความเห็นส่วนตัว - อันนี้เป็น Joke ที่ เป็น Scenario ที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในปัจจุบัน USA เป็นประเทศที่สนใจในสิทธิของประชากร และมีกฎหมายที่ซับซ้อนมาก จนบางครั้งทำให้การอออกแบบอะไรบางอย๋างที่Artistic มากๆ เกิดขึ้นได้ยาก ทำให้เมืองไม่มีเอกลักษณ์ กลายเป็นปัญหา Lost Identity ไป Architect ต้องเจอกับ Issue ที่มากขึ้นๆ แต่ได้รับค่าตอบแทนเท่าเดิม หรือน้อยลง ก็เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะไม่รูว่าจะไปจบที่ไหน

Tuesday, March 07, 2006

วิชาชีพสถาปนิกคืออะไร - ตอบคุณ vbada

เรียนคุณ vbada

ดีใจที่ชอบนะครับ บางคนก็ว่ามันไม่เป็นวิชาการเหมือนกัน นานาจิตตังนะครับ

ผมเคยสอนนิสิตปริญญาโท หลักสูตรภาษาอังกฤษ การจัดการทางวัฒนธรรม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มคนที่มี background แตกต่างกันมากและส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้เลยเกี่ยวกับวิชาชีพสถาปนิก ผมได้มีโอกาสอธิบายให้เขาได้ฟังโดยใช้วิธีนี้

1. เราเป็นผู้นำของทีมก่อสร้าง ก็เล่าให้เขาฟังว่า เริ่มแรกคือ สถาปนิกกับเจ้าของ พอไปเรื่อยก็เป็น สถาปนิก+วิศวกร+interior กับเจ้าของ ต่อมาพอเริ่มสร้างก็จะเป็นสองก๊ก ก๊กที่ปรึกษา นำโดยสถาปนิก กับก๊กผู้รับเหมา นำโดยผู้รับเหมาหลัก ตรวจสอบซึ่งกันและกัน แล้วพอยุ่ง เจ้าของก็ เอา CM เข้ามา ทำแบบนี้ เขียนเป็น Diagram ให้เขาเห็นชัดๆ ตรงนี้จะทำให้เขาเห็นว่า สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร ต่างกันอย่างไร

2. เราเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับใช้สังคม – เรามีหน้าที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ว่าไปให้เห็นความดีงามของวิชาชีพ
3. เราไม่ได้เป็น Artist – ไม่ใช่พวกเพื้อฝัน เราต้องทำงานตรงเวลา เราต้องสื่อสารกับคนเป็นร้อย เราไม่ทำตามอารมณ์
4. เราไม่ได้เป็น พระเจ้า – ไม่ใช่ว่าเสกอะไรออกมาแล้วจะเป็นจริงดั่งใจ คนสร้างคือเจ้าของ เราคือ นักแปลที่ทำฝันของเจ้าของให้ออกมาเป็นจริง ตามข้อจำกัดเท่าที่มี คนที่ออกเงินคือเจ้าของ
5. เรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อ สามส่วน คือ เจ้าของเงิน ผู้ใช้อาคาร และตัวเราเอง ตามหลักการประกอบวิชาชีพ
6. เป็นอาชีพทีทำเงินทำทองได้ แต่ต้องไปเรียนรู้ Business Skill เพราะในโรงเรียนจะไม่สอน
7. วาดรูปไม่เก่ง หัดได้ แต่ถ้าหัดแล้วไม่ได้ ดื้อดึงจะเรียนก็จะเหนื่อย และอาจจะไม่สนุก เพราะ Computer ที่ช่วยวาดมันก็เหมือนปากกาแท่งหนึ่ง เหมือนกัน Skill ที่จะวาดก็ต้องมี

ไม่ต้องพูดทั้งหมดนี่นะครับ เป็นทางเลือกเฉยๆ เอาให้สนุกๆ ไว้ก่อนจะดีกว่านะครับ

เท่าที่ผมเห็นเพื่อนๆ ผมในรุ่นเดียวกันที่ทำงานมานะครับ อาจจะมีคนเป็นส่วนน้อยที่ทำวิชาชีพสถาปนิกอย่างที่เรียนมาจริง แต่ผมคิดว่าจะมีน้อยมาก ที่เสียใจที่ได้เรียนคณะนี้ หลายๆคนผมมั่นใจมากว่า ช่วงเวลาที่ได้เรียนในคณะสถาปัตย์คือช่วงเวลาที่มีความสนุกและความสุขมากที่สุดในชีวิต และความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมานั้น ก็ยังเป็นความรู้ที่นำไปใช้ประกอบสัมมาอาชีพอื่นๆที่ทำอยู่ เพราะเราสอนวิธีการคิด วิธีการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งชีวิตอยู่แล้วในทุกๆด้าน --- อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่บอกน้องๆ พวกนี้ได้อีกประเด็นนะครับ

ขอให้มีความสุขในการแนะแนวครับผม