Sunday, February 26, 2006

บทความแปล: Tadao Ando - Pounding The Sandbag

เขียนบน website ของสมาคมสถาปนิกสยาม (www.asa.or.th) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2004

คำนำ จากหนังสือ ANDO ARCHITECTแต่งโดย Kazukiyo Matsubaแปลและเรียบเรียงโดย - ดร.พร วิรุฬห์รักษ์

ทาดาโอะ อันโดะ เกิดที่เมือง โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่ เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศมาแต่ครั้งโบราณ จากการที่เขาเติบโตขึ้นมาในย่านชุมชนที่เต็มไปด้วยโรงงานเล็กๆ ทำให้เขาได้รับการอบรมในแง่ของ ระเบียบวินัย การทำงานหนัก และ ความรับผิดชอบ และเนื่องจากได้รับอิสระเป็นอย่างมากในสมัยเป็นเด็กๆ เขากลายเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก คุณปู่และคุณย่า(อาจจะเป็นตาหรือยายก็ได้ เพราะมาจากคำว่า Grandparents) ซึ่งเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเขามานั้น เป็นผู้ที่ต้องทำงานหนักทั้งคู่ และก็ไม่ได้หวังมากมายว่าจะให้เด็กชายทาดาโอะ คนนี้ต้องเรียนหนังสือให้เก่งฉกาจเลิศเลอ ซึ่งในที่สุดในช่วงปลายวัยรุ่นของเขา เขาได้ให้ความสนใจกับการชกมวยเป็นอย่างมาก และถึงขนาดไปขึ้นชกจนได้ใบประกาศรับรองความเป็นนักชกอาชีพเรียบร้อยก่อนที่จะเรียนจบมัธยมปลาย แต่หลังจากที่เรียนจบ แทนที่เขาจะมุ่งหน้าชกมวยอย่างจริงจัง เขากลับเลือกที่จะทำงานเป็นพนักงานเขียนแบบในสำนักงานสถาปนิกแห่งหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับพนักงานเขียนแบบที่ทำงานในญี่ปุ่นหรือในที่อื่นๆ สมัยนั้น ด้วยความที่ทาดาโอะ อันโดะ ไม่เคยไปร่ำเรียนวิชาสถาปัตยกรรมหรือการเขียนแบบใดๆ มาจากในมหาวิทยาลัยทาดาโอะ อันโดะคนนี้ ไม่มีปริญญา แต่เขาใช้เวลามากมายในช่วงทศวรรษ 1960s ซึ่งอยู่ในวัย 20 กว่าๆของเขา ทำการศึกษาการเขียนแบบด้วยตัวเอง รวมทั้งทำการ ท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ และทั่วโลก

ถ้า Tadao Ando ผู้ซึ่งมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความมั่นใจในตัวเองสูงมากนั้น จะ มีภาพพจน์ที่ไม่เหมือนกับลักษณะของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จากสายตาของชาวโลก ก็เนื่องมาจากว่า เขาไม่ได้เ็ป็นชาวญีุ่ปุ่นกระแสหลัก แต่เขาคือ Osakaite หรือ ชาวเมือง Osaka ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขต Kansai (ฟังดูเล็กๆ แต่จริงแล้วเหมือนมณฑล หรือ รัฐ) ชาว Kansai นั้นจะมีลักษณะและวัฒนธรรมในการดำรงชีพ แตกต่างจากชาวญี่ปุ่นอื่นๆ ลักษณะเด่นคือการที่แสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา และมีความกระตือรือร้นมากกว่า เทียบกับ ความสุขุมและค่อนข้างเก็บตัวของชาวโตเกียว และถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต และมีความตั้งใจในการทำงานไม่แพ้ชาวญี่ปุ่นอื่นๆ พวกเขาก็มักจะถูกนับว่าเป็นพลเมืองชั้นรอง นอกจากนี้ แม้ว่าจะมี นโยบายรวมชาติผ่านทางการสร้างวัฒนธรรมของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ที่ได้ปฎิบัติกันมาทั่วประเทศนับตั้งแต่ต้นศตวรรษ ชาว Kansai ก็ยังคงปฎิเสธที่จะยกเลิกภาษาท้องถิ่นของเขาในการสนทนาประจำวัน

Tadao Ando เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากคนที่รู้จักว่า เป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีในตัวเองมาก จากวิธีการทำงานของเขา ซึ่งเขากล้าจะยินดีรับผิดชอบกับผลลัพธ์ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นจากงานที่เขาทำ และเขาจะเป็นคนทำงานละเอียดละออมากๆ โดยจะตรวจตราในทุกๆจุดอย่างถีถ้วนเสมอ และจากที่ได้รับการกล่าวถึงใน นิตยสารสถาปัตยกรรมในประเทศญี่ปุ่นว่า เขามีรสนิยมของความงานที่สลับซับซ้อน (อาจจะแปลว่า พิลึกก็ได้ ถ้าพูดแบบสุภาพตามประสาคนญี่ปุ่น - ผู้แปล) แต่ก็มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ไม่หวั่นไหว ที่จะทำงานในเชิง Modernism (ในที่นี้หมายถึงแนวทางที่สถาปนิก ยุโรป เช่น Gropius – Mies หรือ Ler Corbusier วางเอาไว้) โดยไม่ข้องแวะเข้าไปในกระแสอื่นๆ ที่มาตาม Fashion แต่อย่างใด

อาจจะเป็นการที่จะพูดเกินจริงว่า มหานครโตเกียว นั้นก็คือประเทศญี่ปุ่น แต่จากตัวเลขจะเห็นได้ว่า 70% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ มากจากโตเกียว และนั่นก็รวมถึงธุรกิจก่อสร้างด้วย ในขณะที่คนอเมริกัน หรือคนยุโรปไม่ได้สนใจที่จะต้องเดินทางไปอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เพื่อที่จะทำธุรกิจหรือหางานทำเพื่อความเจริญก้าวหน้า ประเทศใน เอเชียอย่าง ญี่ปุ่น ผู้คนยังคงให้ความสำคัญ และเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ว่าคุณประสบความสำเร็จในโตเกียวหรือไม่ แต่สำหรับ Tadao Ando แล้ว เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด เขาได้ก่อตั้ง Office ไว้ที่เมือง Osaka ที่เขาคุ้นเคย มาตั้งแต่เริ่มต้น และไม่เคยย้ายไปไหน แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้วก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1980s วงการการออกแบบสถาปัตยกรรมในญี่ปุ่นเริ่มมาถึงจุดหักเห เมื่อ ความ Pure และ Functionalism ต่างๆ เริ่มเจือจาง และมีสถาปิกหลายๆ คนได้หันกลับมาหาความเป็นญี่ปุ่นมากขึ้น โดยต้องการที่จะหา identity อันใหม่ ของสถาปัตยกรรมที่แสดงความเป็นญี่ปุ่น โดยแนวทางของการพัฒนาเพื่อค้นหานี้ จะแยกออกเป็น 2 กลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มที่ยังคงยึดความเป็น Modern อยู่เป็นฐาน และอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ต้องการจะหา Style อื่นๆ โดยไม่ยึดติดกับอะไร สถาปนิกหลายๆ คนหันไปหาแนวทางใหม่เป็นส่วนใหญ่ แต่ Tadao Ando ก็ไม่ใสใจกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนั้น ยังคงทำงานแบบ Modern ของตัวเองต่อไป

มีหลายๆครั้ง ที่ สถาปนิกและนักวางผังเมืองชาวยุโรปและอเมริกันได้กล่าวยกย่อง ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในไม่เปลี่ยนแปลง ในการทำงานStyle Modern ของ Tadao Ando ต่อหน้าข้าพเจ้า (Mr.Matsuba ผู้เขียน) โดยที่ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นเพื่อนสนิทของเขา เนื่องจากในคนกลุ่ืมนี้ ทั้งที่มีชื่อเสียงมากและไม่ค่อยมีชื่อเสียง ได้ทำการผันตัวเองไปตามกระแสของโลกที่ต้องการสีสันใหม่ๆ โดยการออกจาก Modern เข้าไปหา Post Modern และกระแสอื่นๆ ที่ตามมา แต่ทุกๆคนก็ยังยกย่องAndo ที่เหมือนเป็นตัวแทนที่กำลังทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ แต่ไม่สามารถทำไดแล้ว

จากบ้าหลังเล็กๆ ที่มีขนาดประมาณ 100 ตารางเมตร (Row House Sumiyoshi) ที่เป็นงานสร้างชื่อของเขา Ando ได้ทำการออกแบบอย่างดุดัน และค่อยข้างจะเป็นเรื่องที่มีความเสียงสูงในด้าน Trend ที่จะยังคงใช้ ความเป็น Abstract ของรูปทรง และ ความงามในด้านสัดส่วน (ทำมาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยน) เขาพยายามเปิดตัวเองอยู่เสมอและหาโอกาสอธิบายงานของเขาต่อทุกๆ คนที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพื่อเป็นการเผยแพร่สิ่งที่เขาเชื่อและปฎิบัติอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นความแข็งแกร่งที่สุดในการทำงานของเขานั้น คือ ความสามารถในการ ใช้รูปทรงที่สร้างความงามเหนือกาลเวลาให้กับสัดส่วนของอาคาร (His Mastery of Geometry that sustains a supeb sense of proportion) ซี่งในปัจจุบัน Ando อาจจะเป็นคนเดียวที่ทำได้ ไกลขนาดที่เห็น

ถ้าจะพูดสั้นๆ ก็คือ Tadao Ando พยายามที่จะ มุ่งหน้าทำงานเื่พื่อสร้างสรรค์ ความงามของสถาปัตยกรรม Modern โดยไม่ใส่ใจว่าโลกรอบๆ ตัวนั้จะเปลี่ยนไปอย่างไร อาจจะเป็นการสื่อให้เห็นแนวคิดว่า เขามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า Modernism นั้นเป็น อุดมคติอันถาวรของโลกปัจจุบัน ในขณะที่ Post-Modernism นั้นเป็นเพียงแค่แสงวูบวาบของดาวตกเท่านั้น ในด้านทักษะทางการสนทนาและการเข้าสังคมนั้น Ando เป็นคนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ฟังที่มีความตั้งใจที่จะเข้าถึงความต้องการของลูกค้ามากกว่า สถาปนิกคนอื่นๆ แต่ในสภาวะของการทำงานแล้ว เขาเป็น Creator หรือผู้สร้าง และจะไม่ยอมอ่อนข้อในเรื่องของแนวทางการออกแบบที่เกี่ยวกับ Modernism นี้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งลักษณะตรงข้ามที่ผสมผสานกันเป็นอย่างดีนี้ เป็นที่นิยมชบชอบของคนทั้งในและนอกวงการสถาปัตยกรรม

จากการสังเกตุของผู้เขียน (Mr.Matsuba) พบว่า สถาปนิกที่ได้รับการยกย่องในปรัชญาของวิถีการการทำงานอย่างแน่วแน่ ทางคล้ายๆ กับ Tadao Ando นี้ ได้ผ่านขั้นตอน 3 ขั้น ในชีวิตการทำงานของพวกเขา เช่นในกรณีของ Kenzo Tange นี่ชัดมาก โดยเริ่มจาก สถาปัตยกรรมที่เป็นตามประเพณีดั้งเดิม ที่เรียกว่า Sukiya (บ้านของเขา ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Katsura Imperial Villa) หลังจากนั้นก็ปรับไปสู่ Dynamic Metastructure (ใึีึีึครช่วยผมแปลด้วยครับ หมดปัญญาจริงๆ - ผู้แปล) และจบด้วย Postmodern Deco (หมดปัญญาเหมือนกันครับ ไม่กล้าเดา)- ซึ่ง I.M. Pei และ Le Corbusier ก็เป็นไปตามนั้น จะมีเว้นเสียก็แต่ Mies Van De Rohe คนเดียวเท่านั้น และสำหรับ Ando นั้น ผู้เขียนคิดว่ากำลังอยู่ในขั้นที่สอง

งานของ Tadao Ando ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงมาก่อน งานของเขายังคงเป็น คอนกรีตเปลือย ที่มีรูปทรงเรียบง่าย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากงาน Raika Building แล้ว สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดคือเรื่องของ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และงามภูมิสถาปัตยกรรมรอบๆตัวอาคารที่เขาออกแบบ งานคอนกรีตของเขาหลังจากนี้จะเป็นสิ่งที่ เข้าไปกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา หรือว่างานที่วางอยู่ริมท้องทะเลก็ตาม

หลักการหนึ่งของสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่สาธารณชนไม่เห็นด้วยก็คือ หลักของการอยู่โดดเดี่ยว (Isolation) และความสูงสงเหนือธรรมชาติกว่าโลกที่เป็นอยู่ทั่วไปจดหยดสุดท้าย งานของ Ando นั้นจะเห็นได้ชัดว่ามีการพัฒนาการไปในทางตรงกันข้ามกับหลักการดังกล่าว เช่น งาน Row House Sumiyoshi นั้น ได้มีการสร้างประสบการณ์ให้ผู้อยู่อาศัยมีปฎิสัมพันธ์กับ สภาพอากาศภายนอก เป็นที่น่าแปลกใจว่า ยิ่งเทคโนโลยีมีการพัฒนาให้คอนกรีตมีความแข็งแกร่งขึ้น และ Ando ก็มีวิธีการออกแบบและการใช้วัสดุคอนกรีตไปในแนวทางที่พลิกแพลงมากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับภายในอาคารที่เขาออกแบบก็มากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวผู้เขียนเอง (Kazukiyo Matsuba) ที่ได้ติดตามผลงานของ Ando มาโดยตลอดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นนี้ ค่อนข้างมีความมั่นใจว่า ผู้เขียนได้เห็นแนวทางการทำงานของ Tadao ในมุมที่กว้างและลึกกว่าคนที่มองมาจากต่างประเทศ ที่ได้เห็นผลงานที่มีชื่อเสียงหลายๆแห่งในโลกของเขา ข้าพเจ้ามีความเห้นว่า ณ เวลานี้ แนวทางการทำงานของ Tadao กำลังอยู่ในขั้นที่สองและกำลังจะก้าวไปสู่ขั้นที่สามแ้ล้ว

เมื่อข้าพเจ้าได้รับข่าวว่า Tadao Ando ชนะการประกวดแบบ Modern Art Museum แห่งเมือง Fort Worth รัฐ Texas นั้น ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างมาก เพราะนี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าผลงานของเขานั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากลที่มากไปกว่าการเป็น อาคารที่มีความงานแบบประติมากรรมโมเดิร์นอย่างที่เคยเป็น ผลงานที่ออกมาอันเป็นการสะท้อนเอกลักษณ์และเรื่องราวของ อาคารพิพิธภัณฑ์ เก่าที่อยู่เคียงกัน ที่ออกแบบโดย Luis I Kahn เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Tadao Ando ได้มาสู่จุดสูงสุดของความรอบคอบในการพิจารณาบริบทรอบอาคารที่อย่างแท้จริง

ในขณะที่ผู้เขียน (Kazukiyo Matsuba) แต่งหนังสือเล่มนี้ ก็ได้รับทราบข่าวว่า Tadao Ando ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นอาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว สถาบันแห่งนี้คือจุดสูงสุดของระบบการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่ผลิตสุดยอดสถาปนิกของญี่ปุ่นมาแล้วมากมายหลายคน รวมทั้ง Kenzo Tange และ Arata Isozaki สิ่งที่ต้องนำมาบอกให้โลกรู้ไว้ในที่นี้คือ Tadao Ando ไม่มีปริญญา และไม่เคยผ่านการเรียนรู้หรือการฝึกงานที่เป็นระบบในวิชาชีพสถาปัตยกรรมมาก่อน ซึ่งสำหรับสังคมที่มีระบบ ระเบียบแบบแผนที่เ้ข้มงวดและซับซ้อนอย่างญี่ปุ่นนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สามารถนับได้เหมือนกับว่าเป็นการเปิดยุคใหม่เลยทีเดียว

ในความเป็นจริงแล้ว การประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมอย่างที่เ็ป็นในปัจจุบันอาจจะไม่ได้เหมาะกับลักษณะการศึกษาของสถาบันแห่งนี้สักเท่าใด ทุกวันนี้ สถาบันแห่งนี้คือที่ๆ สอนเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาสังคมแบบเก่าและเป็นที่ผลิตชนชั้นสูง และในจำนวนนี้หลายๆคนก็เข้าสู่ระบบราชการ และทำงานในนั้นไปตลอดชีวิต ดังนั้นการที่รับ Tadao Ando เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดวิชาสถาปัตยกรรมต่อคนรุ่นใหม่ของสถาบันแห่งนี้ จึงเป็นการจุดประกายที่สำคัญอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจให้กับ คนรุ่นใหม่ของวิชาชีพ

ผู้เขียนต้องขอเพิ่มเติมอีกด้านหนึ่งคือ นี่จะต้องเป็นสถาณการณ์ที่ทางมหาวิทยาลัยโตเกียวรู้ตัวเองว่ากำลังเข้าสู่จุดคับขัน จึงได้ยินยอมที่จะรับ “คนเถื่อน” แบบ Tadao Ando เข้ามาเป็นอาจารย์ในสถาบัน ปัญหาที่เป็นอยุ่ในปัจจุับันคือ อาจารย์หลายๆคนในสถาบันเป็นผู้ที่อยู่ในโลกของอุดมการณ์และตัดขาดจากโลกของความเป็นจริงในการประกอบวิชาชีพ โดยหากจะมองในสังคมทั้งประเทศญี่ปุ่นแล้ว เรากำลังอยู่ในจุดที่ค่อนข้างอันตรายเนื่องจากเราให้ความสนใจกับการซ่อมแซมเศรษฐกิจที่สึกหรอให้เป็นเหมือนที่เคยมีมา โดยไม่สนใจที่จะสร้างมันออกมาในรูปแบบใหม่ให้ยั่งยืนกว่าเก่า และหลักการอันนี้ก็ส่งผลกระทบออกไปในทุกๆวงการ รวมทั้งการศีกษาด้วย สิ่งที่ผู้คนทุกวันนี้รู้สึกกับชีวิตตัวเองในทุกๆ มิติคืออนาคตที่ค่อนข้างมืดมัวเหมือนกับเมฆดำที่อยู่บนอากาศ การเข้ามาของ Ando นั้นก็เหมือนเป็นความพยายามอันหนึ่งที่จะขจัดเมฆนี้ออกไป

การชนะประกวดแบบใน Texas และ การได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยโตเกียว ทำให้ 1997 เป็นปีทองของ Tadao Ando และทำให้ เมือง Osaka ของเขานั้นกลายมาเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่จะเข้าไปปะปนกับภาพพจน์โดยรวมของ ญี่ปุ่นที่คนทั่วโลกได้เห็น โดยที่ Tadao Ando จะเป็นสถาปนิกที่ เป็นตัวแทนของภาพพจน์อันนี้ ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด

ถ้าหากลองย้อนกลับไปมองชีวิตทั้งชีวิตของเขา นั้น ก็ต้องยอมรับว่าอัศจรรย์ เรื่องราวของเขาที่ได้รับใบอนุญาติเป็นนักมวยอาชีพเมื่อตอนเป็นนักเรียนมัธยม และถึงขนาดเข้ามาขึ้นชกบนเวทีที่ประเทศไทย (ข้อมูลใน Internet หลายอันยืนยันเหมือนกัน – ผู้แปล) เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ทำให้ตัวเขาเ็ป็นจุดสนใจเทียบกับสถาปนิกญี่ปุ่นคนอื่นๆ หลายๆ คนคงจะจำเรื่องราวของนักชกคนหนึ่งที่เติมโตบนถนนของเมือง Brooklyn ในมหานคร New York และได้ก้าวไปเป็นแชมเปี้ยนโลก สำหรับ Tadao Ando ที่เป็นแชมเปี้ยนในวงการสถาปัตยกรรมนี้ เขาก็ได้ไต่เต้ามาทีละนิดจากความเหนื่อยยากในการชกกระสอบทรายในทุกๆก้าวของการขึ้นสู่จุดสูงสุดของเขา เหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนนอกคอกในประเทศของเขาเองคนนี้นี่แหละที่ได้กลายมาเป็นตัวแทนของประเทศที่ไม่ยอมรับเขา และทำให้เห็นว่าคน “ในคอก” ที่เป็นส่วนใหญ่ของสังคมนั้นมีสักกี่คนกันที่จะกลายเป็นมาเป็นคนที่โลกยอมรับได้อย่างเขาคนนี้

เมื่อใดที่เสียงของหมัดที่เขาชกลงบนกระสอบทรายทุกๆหมัด ได้ก้องผ่าน ตึกรามบ้านช่องของเมือง Osaka ไปสู่ทุกๆจุดในโลกแล้ว เมื่อนั้น ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของพวกเราชาวญีุ่ปุ่นก็คงจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถยืดอกบนโลกใบนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวใคร

จบ

4 comments:

Anonymous said...

อยากอ่านให้จบ แต่
พื้นหลังดำตัวหนังสือสีขาว อ่านแล้วไม่สบายตาเลยค่ะ

Anonymous said...

อยากให้พื้นสีอะไร และตัวหนังสือสีอะไร ดีครับ

Anonymous said...

พื้นขาวตัวดำดีก่าฮะ ผมก๊อบออกมาอ่านในเวิดเอาเลยทีเดียว5555 แต่ก้อขอบคุณที่แปลมาลงให้อ่านครับ

fin said...

ชอบบทความนี้จังเลย^^